รัฐบาลใหม่ต้องใจกล้า ปรับ เปลี่ยน ปลดหนี้ ฟื้นศก.

Video คลิปข่าวทั่วไป ข่าว
ชัดเจนอย่างแน่นอนแล้วว่าในปี2566 นี้ จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

 

 

 

เมื่อวันที่ 21 ก.พ. ที่ผ่านมาว่า จะยุบสภาในเดือนมีนาคม ส่วนกำหนดวันเลือกตั้งเป็นไปตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศไว้ คือวันที่ 7 พฤษภาคม 2566 ซึ่งก็ทำให้หลายฝ่ายต่างจับตามองว่าพรรคไหน และใคร จะได้มาเป็นรัฐบาลในอนาคต จะมีแนวนโยบายอะไรที่จะมัดใจประชาชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ฟื้นฟู กลับมาสดใสอีกครั้ง

 

 

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง เปิดเผยกับสำนักข่าวไอ.เอ็น.เอ็น.ว่า สำหรับใครที่จะมาเป็นผู้นำและรัฐบาลต่อไปนั้น จะต้องมีความกล้า อย่าหวังแต่เสียงระยะสั้น ในขณะนี้เศรษฐกิจกำลังมีปัญหา ต้องกล้าที่ปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ พัฒนาด้านเทคโนโลยี พัฒนาระบบการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ

 

 

“รัฐบาลต้องมีความกล้า เพราะฉะนั้นถ้ามัวแต่เอาเสียงระยะสั้น ในขณะนี้เศรษฐกิจก็จะมีปัญหา อย่างที่อาจารย์บอก จะต้องกล้าในการที่จะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่ตัวนนี้ยังไม่พอ จะต้องปรับโครงสร้างทางด้านเรื่องของการพัฒนาด้านเทคโนโลยี ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องใหญ่และยากมาก อันนี้มันเกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบการศึกษาให้ตรงประเด็น ซึ่งขณะนี้มันไม่ตรงประเด็น สองตัวนี้เป็นตัวที่สำคัญ แต่ถ้าสองตัวนี้ไม่สามารถทำได้ เศรษฐกิจไทยก็จะอยู่ในลักษณะที่เรียกว่าเป็นปัญหา”

 

 

ทั้งนี้ รศ.ดร.สมชาย ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญก็คือ ปัญหาของคอร์รัปชันส่วนหนึ่งมันกินGDP ไปมาก ซึ่งยังไม่มีรัฐบาลไหนที่จะทำได้ และต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เอื้ออำนวยต่อSME ปรับโครงสร้างทางด้านเกษตร รวมถึงหนี้ครัวเรื่อน ของประชาชนด้วย

 

“กับอีกอันหนึ่งก็คือจะปรับโครงสร้างอีกด้านหนึ่งก็คือ ปัญหาของคอร์รัปชันส่วนหนึ่งมันกินGDP ทีนี้คอร์รัปชันตัวนี้ก็เกี่ยวข้องกับค่านิยม เขาเรียกว่าอุปถัมภ์ ซึ่งตัวนี้ดูๆ แล้วไม่มีรัฐบาลไหนที่จะทำได้ อันนี้ก็เป็นปัญหา เพราะว่าถ้าทำไม่ได้ เรื่องของปัญหาคอร์รัปชันมันก็จะกิน GDP ของเราไปตั้งเยอะแยะมากเลย สำคัญอีกอันหนึ่งต้องปรับโครงสร้างในด้านเศรษฐกิจ

 

 

ในลักษณะที่เอื้ออำนวยต่อSME ปรับโครงสร้างทางด้านเกษตร และอีกอันหนึ่งก็คือหนี้ครัวเรือน หนี้ครัวเรือนในขณะนี้ลดลงจาก 91% เหลือ 88% แต่ตัวเลขล่าสุดประมาณ 14.7 ลลบ. มันขยายตัวมากขึ้น เป็นหนี้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของบัตรเครดิต เพราะอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องว่ารัฐบาลจะช่วยกับคนเหล่านี้ยังไงบ้าง กับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ใช้จ่ายเกินตัวด้วย เป็นส่วนที่รัฐบาลที่ควรจะทำในอนาคต”

 

 

จากนี้ต่อไปคงต้องจับตาดูไม่ว่าใครหรือพรรคไหน จะเข้ามาเป็นผู้นำและรัฐบาลชุดใหม่ในอนาคต ประชาชน ภาคเอกชน และธุรกิจต่างๆ ก็เพียงหวังว่าจะได้รัฐบาลที่กล้าพอที่จะเข้ามา ปราบ เปลี่ยน ปลดหนี้ ให้ประเทศเดินหน้าต่ออย่างโปร่งใสมั่งคง

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews