Home
|
ข่าว

ช้างศึก ไล่ถล่ม เมียนมา 6-0 เกมอุ่นเครื่องเตรียมลุย AFF

Featured Image
ทีมชาติไทย โชว์ฟอร์มสวยหรู อุ่นเครื่องถลุง ทีมชาติเมียนมา 6-0 เรียกความมั่นใจก่อนลุยฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน 2022

 

 

วันที่ 11 ธันวาคม 2565 เวลา 20.30 น. ณ ธรรมศาสตร์ สเตเดียม ฟุตบอลอุ่นเครื่อง ทีมชาติไทย ลงสนามพบกับ เมียนมา

 

เกมนี้ มาโน โพลกิ้ง ใช้ อดิศักดิ์ ไกรษร เป็นกองหน้าคู่กับ ธีรศิลป์ แดงดา ส่วนตรงกลางมี เอกนิษฐ์ ปัญญา และ บดินทร์ ผาลา

 

ด้าน อองตวน เฮย์ เกมนี้วาง หม่อง หม่อง ลวิล เป็นตัวรุกพร้อมมี ออง เนียง วิน ส่วน ไฮน์ เพียว วิน เป็นตัวสำรอง

 

เริ่มเกมมาได้แค่ 12 นาที ไทยมาได้จุดโทษจากจังหวะที่ กฤษดา กาแมน โดนทำฟาวล์ ก่อนที่ ธีรศิลป์ แดงดา จะรับหน้าที่สังหารเข้าไปให้ ไทยนำเมียนมา ก่อน 1-0

 

นาที 29 เอกนิษฐ์ ปัญญา ได้ยิงไปติดเซฟ ก่อนเด้งมาเข้าทาง บดินทร์ ผาลา ซ้ำเข้าไปให้ทีมชาติไทย นำห่างเป็น 2-0

 

นาที 45 ไทยนำเมียนมาห่างเป็น 3-0 จากการทำเข้าประตูตัวเอง นันดา จอ ในจังหวะพยายามสกัดบอลจาก ศุภนันท์ บุรีรัตน์ และจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นี้

 

ทดเจ็บ จากฟรีคิก และเป็น สารัช อยู่เย็น ที่วิ่งมายิงเข้าไปให้ ไทยนำ เมียนมา ห่างเป็น 4-0 และจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้

 

ครึ่งหลังนาที 57 อดิศักดิ์ ไกรษร หลุดไปในเขตโทษ ก่อนครอสเรียดให้ ธีรศิลป์ แดงดา ยิงจังหวะแรกไม่ดีก่อนตามไปซ้ำเข้าไปเป็นประตูที่สองในเกมนี้ให้ทีมนำห่างเป็น 5-0

 

นาที 67 ไทยเปลี่ยนตัวด้วยการส่ง ฉัตรมงคล เรืองฐณโรจน์, เฉลิมศักดิ์ อักขี, ปรเมศย์ อาจวิไล, ชาญณรงค์ พรมศรีแก้ว ลงไปเล่นแทน ธีรศิลป์ แดงดา, อดิศักดิ์ ไกรษร, ศศลักษณ์ ไหประโคน และ บดินทร์ ผาลา

 

นาที 75 ไทยมาได้ประตูนำห่างจากจังหวะที่ ธีราทร บุญมาทัน ครอสเรียดเข้ากลาง และ เน อิน ชาน สกัดเข้าประตูตัวเองทำให้ ไทยหนีห่างเมียนมาเป็น 6-0

 

ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติมจบเกม ทีมชาติไทย เอาชนะ เมียนมาไป 6-0

 

โปรแกรมนัดต่อไป ทีมชาติไทย จะลงสนามพบกับ ไต้หวัน ที่ธรรมศาสตร์ สเตเดียม ในวันที่ 14 ธันวาคม 2565 เวลา 20.30 น. ถ่ายทอดสดทาง AIS Play

 

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

  • Tiktok
  • Youtube
  • Youtube