ทนาย”ทักษิณ”ขอศาลงดเผยแพร่คำเบิกความพยานชั้น 14

การเมือง ข่าว
“ทนายวิญญัติ” ยอมรับ ขอศาลออกข้อกำหนดงดเผยแพร่คำเบิกความพยานคดีชั้น 14 หวั่น ถูกนำไปวิเคราะห์สร้างความสับสน ปัดตอบความเห็น “ทักษิณ”

 

ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดไต่สวนคดีหมายเลขดำที่ บค.1/2568 เกี่ยวกับการบังคับโทษจำคุกของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นานกว่า 3 ชั่วโมง

 

นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ เปิดเผยว่า ของดให้รายละเอียดเกี่ยวกับการไต่สวนพยาน เนื่องจากศาลกำชับไว้ว่าคำเบิกความ ข้อเท็จจริงข้อมูลส่วนบุคคล หรือข้อมูลสุขภาพ ของจำเลย ขอให้งดเว้นเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยการนัดไต่สวนพยานทั้ง 5 ปากในวันนี้เรียบร้อยหมดแล้ว มีการไต่สวนประกอบเอกสารหลายส่วน และมีหมายเรียกพยานเพิ่มอีก 2 ปากในวันที่ 25 ก.ค.68 นอกจากนี้ยังจะมีการนัดไต่สวนพยานในวันที่ 8, 15, 18 และ 25 ก.ค.68 ด้วย

 

นายวิญญัติ ยอมรับว่าตนเองเป็นคนยื่นให้ศาลออกข้อกำหนดนี้ เนื่องจากครั้งที่แล้วมีการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร และบุคคลต่าง ๆ นำข้อมูลการไต่สวนของศาลไปวิเคราะห์หรือแสดงความคิดเห็นในที่ต่าง ๆ ทั้งที่คดียังอยู่ระหว่างการไต่สวน เป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเอาไปวิเคราะห์ให้เกิดความสับสน ศาลจึงมีคำสั่งให้งดเว้นการนำเสนอในลักษณะนี้

 

อย่างไรก็ตาม หลังศาลนัดไต่สวนคดีในวันนี้ ตนเองได้รายงานไปยังผู้ใกล้ชิดของนายทักษิณ ซึ่งท่านยังไม่มีความเห็นอะไร ส่วนตัวที่ทำงานใกล้ชิดกับนายทักษิณ ท่านก็ไม่ได้มีความเห็นอะไร เพียงแต่ถูกปฏิบัติกระบวนการทางกฎหมาย ไม่สามารถที่จะเลือกเองได้อยู่แล้วว่าจะไปไหน หรือป่วยแล้วจะขอออกไปโรงพยาบาล

 

สำหรับการจำกัดคนเข้าฟังการพิจารณาคดีเป็นคำร้องของตนเอง แต่ศาลเห็นว่ายังไม่ควรใช้มาตรการนี้ สื่อมวลชนและผู้ที่เข้าฟังสามารถเข้าฟังได้ แต่จะมีการอนุญาตเป็นกรณี ตนเองสามารถ ยื่นคำร้องถึงสาเหตุเป็นนัด ๆ ได้เพื่อให้ศาลมีการพิจารณาแล้วแต่กรณี

 

นายวิญญัติ มองว่า การให้ความเห็นทางคดีของหลายคน เป็นการสร้างความสับสน อาจทำให้พยานปากที่เหลือหลังจากนี้ที่ศาลจะเรียกมา ทราบข้อมูลข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้องและอาจจะทำให้ ศาลรับรู้ข้อมูลแบบไม่ครบถ้วน เป็นข้อกังวลที่เชื่อว่าศาลได้มีการพิจารณาอย่างละเอียด ส่วนตัวก็มีความกังวลนี้เช่นเดียวกัน

 

ขณะเดียวกัน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี ตั้งข้อสังเกตหลังการเข้าร่วมรับฟังการไต่สวนของศาลฎีกา ว่า มีความเชื่อมโยงระหว่างพยาบาลเวร แพทย์เวร และแพทย์ผู้ทำการตรวจร่างกาย ซึ่งเป็นผู้ทำหนังสือส่งตัว แต่ในภาพรวมทั้งหมดเป็นการดำเนินการของพยาบาลเวรเป็นหลัก ที่แม้แต่แพทย์เวรไม่รู้เรื่องอะไรเลย ทั้งนี้ยังมีเรื่องระยะเวลาการส่งตัวนักโทษผู้ป่วยรายนี้ไปที่โรงพยาบาลตำรวจใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งศาลได้ถามว่าทำไมไม่ส่งไป ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ก่อนเพราะอยู่ใกล้ ประมาณ 200 เมตรใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที หากผู้ป่วยมีอันตรายจะทำอย่างไรก็เป็นมุมที่ตนได้สังเกตแล้วว่าตอบยาก

 

ส่วนที่มีการถามว่ารู้หรือไม่ว่านักโทษรายนี้คือ อดีตนายกรัฐมนตรี หากปล่อยไว้ 2 ชั่วโมงแบบนั้นที่อ้างว่าเจ็บหน้าอกหรือหายใจหอบขึ้นมา หากเป็นอะไรไปจะเป็นอย่างไร และในประเด็นสุดท้ายภาพรวม พยาบาลเป็นผู้ประสานงานในการเลือกโรงพยาบาลตำรวจ

 

ด้านนพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลตำรวจอยู่คนละตึกกับชั้น 14 จึงอยากให้ตั้งข้อสังเกตว่าหากฉุกเฉิน ควรจะต้องส่งตัวไปที่ห้องฉุกเฉินก่อน โดยหลักการหากตรวจแล้วไม่ฉุกเฉินจริงสามารถรักษาผู้ป่วยนอกได้ก็สามารถรักษาและส่งกลับเรือนจำ หากฉุกเฉินและมีอาการหนักจริงชั้น 14 ก็ไม่เหมาะสมอยู่ดี ซึ่งเป็นข้อสังเกตส่วนตัวในฐานะที่เป็นหมอคนหนึ่ง คิดว่าประชาชนและแพทย์ทั่วไปน่าจะเห็นด้วยและตั้งข้อสังเกตในคดีนี้

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews