Home
|
ข่าว

“สภาฯ” รับญัตติศึกษาแนวทางแก้ผู้หนีภัยจาก “เมียนมาร์”

Featured Image
“สภาฯ” รับญัตติศึกษาแนวทางแก้ปัญหาผู้หนีภัยจาก “เมียนมาร์” ด้าน “รังสิมันต์” ชง 4 ข้อเสนอ จี้ รัฐบาลแสดงเจตจำนงทางการเมือง โชว์บทบาทส่งเสริมประชาธิปไตยในเมียนมาร์

 

 

 

ภาพรวมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (18 มกราคม 2567 ที่มีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาฯ คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้พิจารณาญัตติ เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาและหาแนวทางแก้ไขปัญหากรณีผู้ลี้ภัยจากการสู้รบในพื้นที่พักพิงชั่วคราว 9 แห่งในประเทศไทยและผู้หนีภัยจากการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-พม่า ซึ่งมีผู้เสนอญัตติในทำนองเดียวกัน 3 ญัตติ ทั้งนี้ เป็นการพิจารณาต่อเนื่องจากการประชุมสภาฯ สัปดาห์ที่แล้ว

 

 

ในช่วงหนึ่งของการอภิปราย นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า สำหรับปัญหาชายแดนที่เกิดขึ้น ทั้งกรณีของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือ ปัญหาการสู้รบที่ล้าวก่าย เมียนมาร์ พบว่า นายเศรฐา ทวีสิน นายกฯ และรมว.คลัง ไม่เข้าใจในทิศทางของความมั่นคง และไม่ได้หยิบยกการแก้ปัญหาประเด็นดังกล่าว ซึ่งตนฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)

 

 

ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาฯ ได้ทำงานอย่างจริงจัง แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายรัฐบาล โดยขณะนี้สิ่งที่ต้องการมากที่สุด คือ เจตจำนงทางการเมือง ที่รัฐบาลไม่มี

 

 

สำหรับการแก้ปัญหาชายแดนจากประเด็นผู้หนีภัยการสู้รบในเมียนมา ร์ ตนมีข้อเสนนอไปยังรัฐบาล คือ 1.ให้ผู้หนีภัยมีโอกาสได้ทำงานอย่างถูกกฎหมาย เนื่องจากไทยเข้าสู่ภาวะขาดแคลนแรงงานจากสังคมสูงวัย

 

 

2.ต้องเปิดพรมแดนไทย- เมียนมาร์ เพื่อให้ผู้หนีภัยสู้รบ มีพื้นที่ปลอดภัยในประเทศไทย มีการลงทะเบียนอย่างถูกต้อง รวมถึงต้องปิดช่องว่างไม่ให้สิ่งไม่ถูก หรือ สิ่งผิดกฎหมายลักลอบเข้ามาในประเทศไทย

 

 

3.ให้โอกาสผู้หนีภัยการสู้รบเข้าถึงการศึกษา เพื่อให้มีวิชาชีพติดตัว ทั้งความรู้ทางวิชาการ วิชาชีพ มีโอกาสหางานทำ รวมถึงพิจารณาให้สัญชาติเด็กที่เกิดในศูนย์ผู้ลี้ภัย โดยอาจวางหลักเกณฑ์ที่มั่นใจว่าสอดคล้องกับความมั่นคงของไทย หากทำสำเร็จจะมีทรัพยากรแรงงาน และกลุ่มบุคคลที่ไม่ทำผิดกฎหมาย รวมถึงการพัฒนาชายแดนยั่งยืน

 

4.พิจารณาบทบาทของประเทศไทย ต่อการแก้ปัญหาวิกฤตในเมียนมาร์ เพราะประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีส่วนได้เสีย เนื่องจากมีพรมแดนติดกันกว่า 2,400 กม. จึงต้องส่งเสริมประชาธิปไตยในประเทศเมียนมาร์อย่างสร้างสรรค์ ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีบทบาทชัดเจน

 

 

และ 5.แก้ไขหลักการปฏิบัติของ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อให้เตรียมพร้อมต่อการรับผู้หนีภัย ซึ่งปัจจุบันรองรับได้ 7.5 หมื่นคน หากแก้ไขใหม่ เพื่อเตรียมพร้อม เชื่อว่าจะไม่เกิดวิกฤต ที่อนาคตอาจมีคนนับแสน อพยพหนีภัยสู้รบมายังประเทศไทย หากไม่พร้อม จะกลายเป็นโศกนาฏกรรม

 

 

ขณะนายนพดล ปัทมะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายยืนยันว่า นายเศรษฐา รวมถึงรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เข้าใจถึงปัญหาในเมียนมาร์ที่เกิดขึ้น ซึ่งกรณีที่นายกฯ ประชุมที่ดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้น มีการประชุมเคียงข้างในประเด็นเมียนมาร์กับหลายประเทศ เชื่อว่า นายกฯ จะแถลงความคืบหน้าทันทีที่เดินทางกลับประเทศไทย

 

 

สำหรับการแก้ปัญหาในเมียนมาร์ต้องใช้หลักการทางการทูต การติดต่อและโน้มน้าวให้เขาแก้ปัญหาผ่านการพูดคุยโดยไม่มีการใช้ความรุนแรง ซึ่งกรณีดังกล่าวต้องใช้เวลา เพราะการใช้เทคนิคทางการทูตไม่สามารถสำเร็จได้เพียงการพูดคุยในครั้งแรก

 

 

ทั้งนี้ การแก้ปัญหานั้นต้องทำให้เกิดเสถียรภาพและเอกภาพในเมียนมาร์ เพื่อไม่ให้เกิดการอพยพ และผู้หนีภัยสงครามต้องใช้ความปรารถนาดีต่อกันเพื่อแก้ปัญหา ทั้งนี้ผมมองว่าสำหรับผู้หนีภัยในค่ายอพยพต้องได้รับการปลดทุกข์ ในด้านความมั่นคง สิทธิมนุษยชน เด็กต้องได้เรียนหนังสือ คนในวัยทำงานต้องได้โอกาสทำงาน รวมถึงต้องได้รับการดูแลด้านสุขภาพตามสิทธิขั้นพื้นฐาน

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

 

  • Tiktok
  • Youtube
  • Youtube