fbpx
Home
|
ข่าว

“ธนาธร”ย้ำสภาต้องโหวตวาระ3 “คำนูญ”มองทำไม่ได้

Featured Image
ศาลรธน.เผยแพร่คำวินิจฉัยกลาง ด้าน “ธนาธร” ย้ำ สภาต้องโหวตวาระ 3 เพื่อเปิดโอกาสทำประชามติต่อไป ขณะ “คำนูญ” ชี้ไม่สามารถกระทำได้

 

ศาลรัฐธรรมนูญเผยแพร่คำวินิจฉัยกลาง กรณีประธานรัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210 วรรคหนึ่ง( 2)
กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาในการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของสมาชิกรัฐสภา ตามธรรมนูญมาตรา 256 (1) โดยมีรายละเอียดทั้งหมด ดังนี้

คำวินิจฉัยกลาง กรณีหน้าที่และอำนาจของรัฐ (คลิกอ่าน)

 

 

ธนาธร -15-3-64-2

“ธนาธร” ย้ำ สภาต้องโหวตวาระ 3 เพื่อเปิดโอกาสทำประชามติต่อไป

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวถึงแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ตนเชื่อว่าอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็เปิดโอกาสให้ประชาชนทำประชามติ ซึ่งประชาชนก็ควรจะยืนยันในอำนาจของตนเอง ว่า อำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน ผ่านการทำประชามติอีกครั้ง ซึ่งน่าจะเป็นไปได้

ส่วนรัฐสภาจะโหวตการแก้รัฐธรรมนูญวาระ 3 ได้หรือไม่ นายธนาธร ระบุว่า เรื่องวาระ 3 ต้องโหวตอยู่แล้ว เพราะเป็นเรื่องของสภา และก็ยืนยันว่าต้องมีการโหวตวาระ 3

นายธนาธร ระบุอีกว่า ตนมีความกังวลใจอย่างยิ่ง ถ้าการโหวตรัฐธรรมนูญ ไม่ผ่าน เราไม่เห็นว่าจะมีกฎกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับ เพื่อจะหาทางออกจากความขัดแย้งทางการเมืองให้ทุกคนได้อย่างไร และกระบวนการการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถูกผลักออกไป ก็จะทำให้ประชาชนมีความรูสึกเดือดดาล ว่าการแก้ไข รธน. อย่างสันติในสภา เป็นไปไม่ได้ ซึ่งเราจะติดตามดูท่าทีของรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล ว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร

เมื่อถามว่าเห็นด้วยกับการทำประชามติก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า สำหรับตนหากจะมีการทำประชามติอีกครั้ง ต้องมีการถามว่าจะต้องแก้ไขทั้งฉบับหรือไม่ ถ้าไปถึงตรงนั้น ก็ขอเชิญชวนประชาชนร่วมกันแสดงออกครั้งนี้ให้ยิ่งใหญ่ ว่า ประชาชนต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง และต้องการเห็นประเทศไทยกลับมาเป็นประชาธิปไตย

ส่วนหากทำประชามติแล้ว ประชาชนไม่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จะยอมรับหรือไม่นั้น นายธนาธร ระบุว่า ตรงนั้นค่อยว่ากันอีกที โดยต้องดูกฎเกณฑ์และกระบวนการจัดทำประชามติว่าเป็นธรรมหรือไม่ เอาเป็นว่าถ้าประเทศไทยกลับมาปกติอีกครั้ง ต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่แก้ไขกลไกในการสืบทอดอำนาจเท่านั้น ไม่มีทางอื่น ซึ่งต้องช่วยกันผลักดัน

ทั้งนี้ถ้ากฎเกณฑ์ประชามติเป็นธรรม จะยอมรับหรือไม่นั้น นายธนาธร ปฏิเสธตอบคำถาม โดยกล่าวเพียงสั้นๆว่า ถ้ากระบวนการ กฎเกณฑ์เป็นธรรมเท่านั้น

 

“อภิสิทธิ์” เชื่อ สภาโหวตวาระ3 ร่างแก้ไข รธน. ค่อยทำประชามติ ไม่ขัดคำวินิจฉัย ศาล รธน. ฝากผู้นำ คิด ต้องซื่อสัตย์กับคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมีการตีความแตกต่างกันเกี่ยวกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ชี้ขาดว่า สมาชิกรัฐสภามีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ แต่ต้องทำประชามติทั้งก่อนและหลังร่างรัฐธรรมนูญใหม่ว่า แม้ต้องรอคำวินิจฉัยกลางก่อน แต่หลังจากอ่านคำวินิจฉัยแล้ว ไม่คิดว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้จะมีปัญหา

เพราะทุกคนมองตรงกันว่า อำนาจการสถาปนารัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจจะครอบคลุมถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ แม้จะไม่ครบทุกหมวดก็ตามเป็นของประชาชน สิ่งที่รัฐสภากำลังดำเนินการมาจนถึงการโหวตวาระสาม ยังไม่ใช่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อบอกว่าจะมีกลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่อย่างไรเท่านั้น

การทำรัฐธรรมนูญใหม่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการลงประชามติหลังโหวตวาระสาม ซึ่งตรงกับคำวินิจฉัยที่ให้ทำประชามติ ก่อนมีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ว่า ประชาชนต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ อีกทั้งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก็กำหนดไว้ว่า เมื่อ สสร.ร่างเสร็จต้องไปทำประชามติอีกครั้ง ซึ่งก็ตรงกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ทำประชามติหลังร่างเสร็จ

ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่าการพยายามตีความว่า ต้องทำประชามติอีกครั้งเพิ่มขึ้น ก่อนมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ทำให้เกิดคำถามว่า อำนาจแก้รัฐธรรมนูญเป็นของฝ่ายนิติบัญญัติ แต่การทำประชามติตามรัฐธรรมนูญทำได้สองวิธี คือทำตามมาตรา 256 ที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้ และมาตรา 166 ซึ่งเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี

ดังนั้น ใครที่ตีความว่าสภาต้องถามประชาชนก่อน จึงมีคำถามว่า สภาจะเอาอำนาจอะไรไปทำประชามติ และถ้าบอกสภาไม่ต้องทำ ครม.ทำ ก็มีคำถามว่า โดยหลักการสภาบังคับ ครม.ได้หรือไม่ และถ้า ครม.บอกว่า ไม่ทำ ก็มีคำถามอีกว่าไม่เป็นการผิดหลักการหรือ เพราะกลายเป็นว่าอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติไปอยู่ในมือ ของ ครม. จึงเชื่อว่า การไปตีความว่าต้องทำประชามติอีกครั้งไม่สอดคล้องกับโครงสร้างของรัฐธรรมนูญ

ขณะเดียวกัน อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ต้นทุนที่ต้องจ่ายจากความพยายามเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองแบบนี้ มีทั้งอาจต้องทำประชามติถึงสามครั้ง ซึ่งอาจผ่านสองครั้ง ครั้งสุดท้ายไม่ผ่าน ในที่สุดเท่ากับมีความสิ้นเปลืองไม่ใช่แค่งบประมาณ แต่ยังสร้างความขัดแย้งที่ไม่เป็นประโยชน์กับใครด้วย

ดังนั้น จึงคิดว่าศาลรัฐธรรมนูญ ควรทำความชัดเจนก่อนสภาลงมติในวาระสาม น่าจะเป็นทางเดินที่ดีที่สุด เพื่อลดปัญหา ขณะที่ผู้มีอำนาจในปัจจุบันต้องยึดมั่นในสิ่งที่แถลงนโยบายกับสภา เหมือนผู้นำในต่างประเทศเขาทำกัน เพราะกำหนดเป็นนโยบายเร่งด่วน ผู้นำรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลต้องแสดงความชัดเจนจริงใจมากกว่าที่เป็นอยู่ สนับสนุนทุกขั้นตอน

นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีฐานะพิเศษจากโครงสร้างรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ที่ประชาชนมองว่ามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของวุฒิสภาได้ ถ้าจริงใจและซื่อสัตย์ต่อการแถลงนโยบายของตัวเอง ต้องแสดงท่าทีที่ชัดเจนออกมา

 

“คำนูญ” ชี้สภาไม่สามารถลงมติโหวตวาระ 3 ได้ ตามคำวินิจฉัยกลางระบุชัดให้แก้ไขเพิ่มเติม ไม่ต้องการให้แก้ไขทั้งฉบับ

นายคำนูญ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิ (ส.ว.) กล่าวถึงคำวินิจฉัยกลาง ของศาลรัฐธรรมนูญ(รธน.)ที่เป็นรายละเอียดของคำวินิจฉัยที่มีมติออกมาในกรณีที่รัฐสภามีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ว่า คำวินิจฉัยกลางถือว่ามีความชัดเจนมาก

โดยเฉพาะ 3 ย่อหน้าสุดท้าย ศาล รธน.บอกว่าหมวด 15 ของรัฐธรรมนูญ2560 ให้อำนาจให้แค่แก้ไขเพิ่มเติม ไม่ได้ต้องการให้แก้ไขทั้งฉบับ แต่การที่รัฐสภามีการแก้ไขมาตรา 256 และนำมาสู่การการงอกหมวด 15/1 ใหม่ ในวาระ 1-2 เป็นการนำไปสู่จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ย่อมเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ 2560

ซึ่งหากรัฐสภาต้องทำเช่นนี้จำเป็นต้องถามประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญก่อนในขั้นตอนประชามติว่า เห็นควรให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ส่วนตัวจึงเห็นว่า การลงมติในวาระ 3 จึงไม่สามารถกระทำได้

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

  • Tiktok
  • Youtube
  • Youtube