ไทยสร้างไทย หนุนไอเดีย ปรับ KPI ดูการเติบโตรายจังหวัด ให้แต้มต่ออุตสาหกรรมไทย ผลักดันตั้งกองทุนสร้างพลังคนตัวเล็ก
นายนพดล มังกรชัย รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย กล่าวถึงการสนับสนุนแนวคิด ปรับตัวชี้วัดทางทางเศรษฐกิจใหม่ เพื่อให้เห็นปัญหาที่แท้จริง และช่วยเหลือได้ถูกจุดโดยเสนอให้รัฐปรับตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจใหม่ จากเดิมที่ไปเน้นการอธิบายเรื่อง GDP เพียงตัวเดียว ให้ไปดู GPP หรือ ผลผลิตมวลรวมรายจังหวัด เพิ่มขึ้นมาอีกปัจจัยหนึ่งด้วยนอกจากนั้น เสนอให้ปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดของ BOI ที่จะเข้าไปช่วยเหลือ SMEs จากจำนวนเงินลงทุนที่เกิดขึ้น ให้ดูจำนวนธุรกิจเพิ่มขึ้นด้วย
ซึ่งปัจจุบันเราดูการเจริญเติบโตผ่านตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ คือ GDP เป็นหลัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำและจำเป็น แต่การออกมาแถลงข่าวหรืออธิบายรวมถึงคาดการณ์ว่าในอนาคตประเทศเราจะมี GDP โตขึ้นเท่านั้นเท่านี้นั้น ไม่ได้มีประโยชน์มากนัก หากไม่เพิ่มเติมรายละเอียดลงไป เพราะจะทำให้เรามองไม่เห็นปัญหาที่แท้จริง
โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลออกมาชื่นชมตัวเองโดยอ้างรายงานจาก IMF ว่าจะมีแค่ไทยและจีนเท่านั้นที่เศรษฐกิจจะโตต่อเนื่องในปีหน้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แต่เลือกที่จะละเลยข้อเท็จจริงที่ว่าเป็นเพราะตอนนี้ GDP ไทย เติบโตช้ากว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้เกือบทั้งหมด โดยชาติอื่นในเอเชียแปซิฟิกในปี 2565 GDP โตเกิน 3% ไปแล้วแทบทุกประเทศในขณะที่ไทยยังอยู่ที่ระดับประมาณ 2.7% จึงไม่แปลกที่ในปีหน้าไทยจะโตได้เพิ่มเพราะเราออกจากจุดสตาร์ทช้ากว่าคนอื่น
นอกจากนี้หากพิจารณาอัตราการเติบโตในประเทศเราจะพบว่า GDP ที่เกิดขึ้นในไทย ส่วนใหญ่ไปกองอยู่ที่ภาคตะวันออก และกรุงเทพมหานคร ในขณะที่อีกหลายพื้นที่ในประเทศยังเติบโตช้า ทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดที่อยู่นอกเขตอุตสาหกรรมและเขตการท่องเที่ยวยังไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร รัฐจึงควรที่จะใส่ใจพูดถึงปัญหาเหล่านี้ด้วย และต้องมีมาตราการช่วยเหลือเป็นรายพื้นที่รายจังหวัด ให้มากขึ้นไม่ควรพึ่งพาแต่อุตสาหกรรมการลงทุนจากต่างประเทศ แบบที่ GDP สะท้อนให้เห็นเพียงอย่างเดียว
นายนพดล ระบุว่า นอกจากจะให้สิทธิประโยชน์กับอุตสาหกรรมไทยเพิ่มขึ้นแล้ว สิ่งที่สำคัญประการต่อมาที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้คือการส่งเสริม SMEs อย่างจริงจังผ่านกองทุน SMEs โดย พรรคไทยสร้างไทย มีนโยบายที่จะส่งเสริม SMEs ผ่านกองทุนสร้างพลังคนตัวเล็ก
โดยเน้นช่วยเหลือคนตัวเล็กที่ต้องการจะสร้างธุรกิจแต่เข้าถึงแหล่งเงินทุนไม่ได้ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก กลุ่มธรกิจ Start up ซึงสองกลุ่มดังกล่าวอยู่นอกระบบธนาคารมากกว่า 80-90 %เพื่อเติมทุนให้ธุรกิจเหล่านี้ไปได้ไกลขึ้น และ อีกสองกลุ่มคอ กลุ่มธุรกิจวิสาหกิจชุมชน ที่ต้องหาตลาดและมี market plat form ที่เข้มแข็งให้ขายสินค้าได้ทั่วโลกและ กลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบไปในช่วงโควิดให้กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews