นายกฯ เข้าใจปัญหาค่าใช้จ่ายกำชับดูแลให้ประชาชน

การเมือง ข่าว
นายกฯ เข้าใจปัญหาค่าใช้จ่ายสูงกระทบฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย กำชับทุกฝ่ายร่วมดูแลให้ประชาชน ด้านคมนาคม เจรจาสำเร็จ หลังหารือร่วมกับ BEM คงราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน 17-42 บาทถึงสิ้นปี 65

 

 

 

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนผู้ใช้น้ำมัน และผู้โดยสารรถสาธารณะต่าง ๆ

 

ซึ่งกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชน ล่าสุด กระทรวงคมนาคมหารือร่วมกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) บริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ในฐานะผู้รับสัมปทาน เพื่อหาแนวทางในการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในภาวะค่าครองชีพที่สูงในปัจจุบัน โดยได้คงอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล หรือ MRT สายสีน้ำเงิน ในราคาเดิม เริ่มต้นที่ 17 บาท สูงสุด 42 บาท

 

พร้อมส่วนลดพิเศษสำหรับเด็กและผู้สูงอายุ 50% และสำหรับนักเรียน นักศึกษา 10% ของอัตราค่าโดยสารบุคคลทั่วไป ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 ซึ่งสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนผู้โดยสารไปได้อีกระยะหนึ่ง เนื่องจากรัฐบาลได้เล็งเห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้โดยสาร

 

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เข้าใจถึงปัญหาภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของพี่น้องประชาชน จากผลกระทบเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งในปีนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย เช่น ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ซึ่งส่งโดยตรงต่อประชาชนผู้ใช้น้ำมัน และผู้โดยสารรถสาธารณะต่าง ๆ ที่ต้องมีภาระค่าใช้จ่ายประจำวันเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงได้กำชับหน่วยงานและขอความร่วมมือทุกภาคส่วนช่วยกันดูแลประชาชนคนไทยให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากสถานการณ์ค่าครองชีพที่สูงขึ้นด้วย

 

นายธนกร วังบุญคงชนะ ยังเปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ติดตาม และได้รับทราบผลการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไทยช่วง 5 เดือนแรกมีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท พร้อมสั่งการต่อเนื่อง กำชับทุกฝ่ายร่วมต่อยอดความสำเร็จ พัฒนาอุตสาหกรรมอาหารไทยอย่างมีประสิทธิภาพในทุกมิติ สร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ค้า พร้อมผลักดันไทยสู่ผู้นำอาหารโลกอย่างยั่งยืน

 

ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้ขยายความร่วมมือกับรัฐบาลจีนในด้านการค้าและวิชาการ เพื่อผลักดันพัฒนาประเด็นด้านปศุสัตว์ การส่งออกสินค้าเกษตร และปศุสัตว์ของไทยไปจีน เช่น การขึ้นทะเบียนโรงงานเนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออกไปจีน การขอเปลี่ยนแปลงข้อมูลการขึ้นทะเบียนฯ รวมถึงการขยายขอบข่ายและกำลังการผลิต การเปิดตลาดโคเนื้อมีชีวิตไปยังประเทศจีน ภายใต้โครงการ Sandbox ปศุสัตว์ อีกทั้งการแลกเปลี่ยนบุคลากรเพื่อดูงานระหว่างประเทศ เป็นต้น

 

ปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับ 12 ของโลก จากข้อได้เปรียบด้านการผลิตสินค้าเกษตร 3 ฐาน คือ พืช ปศุสัตว์ และประมง อีกทั้งไทยมีประสิทธิภาพด้านภาคอุตสาหกรรม และภาคการค้าพาณิชย์

 

แต่จากปัญหาความมั่นคงทางการเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ สภาพภูมิอากาศ สาธารณสุข ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงด้านอาหารในหลายประเทศ จึงเป็นโอกาส และความท้าทายของไทยในการเพิ่มศักยภาพด้านการส่งออกอาหารก้าวเป็นผู้ผลิตและส่งออกอาหารชั้นนำของโลก

 

นายกรัฐมนตรี ขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ร่วมขานรับการทำงานตามแนวนโยบายที่กำหนด ร่วมพัฒนาขีดความสามารถของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ และอาหารไทยจนเกิดความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งชื่นชมการทำงานที่มีประสิทธิภาพของทุกฝ่ายในการรับมือปัญหาด้านความมั่นคงทางอาหารอย่างต่อเนื่อง

 

พร้อมกำชับถึงการให้ความสำคัญและดำเนินงานตามมาตรฐานประเทศต้นทางอย่างเข้มงวด เพื่อความน่าเชื่อถือของประเทศ โดยนายกรัฐบาล เชื่อมั่นว่าการขยายความร่วมมือระหว่างคู่ค้าต่างประเทศ จะยิ่งส่งเสริมไทยในการตลาดให้กว้างขวาง รวมทั้งจะเป็น โอกาสพัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยให้ก้าวหน้าและยั่งยืนต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews