พรรคใหญ่วัดพลังครั้งสุดท้าย! ประชันเวทีปราศรัย ขอคะแนนคนกรุง
นับถอยหลังสู่การเลือกตั้งใหญ่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เหลือเวลาเพียง 2 วันสุดท้าย ก่อนประชาชนจะเข้าคูหา บรรยากาศทางการเมืองในกรุงเทพฯจึงร้อนแรงเป็นพิเศษโดยในช่วงเย็นวันที่ 6 กุมภาพันธ์ หลายพรรคการเมืองขนทัพแกนนำ จัดเวทีปราศรัยใหญ่ปิดท้ายกลางเมืองหลวง
โดยเฉพาะพรรคหลักอย่าง ภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ที่ต่างหวังปักธง แย่งชิง 33 เก้าอี้ สส.กทม. ซึ่งถือเป็นสมรภูมิยุทธศาสตร์ และตัวชี้วัดทิศทางการเมืองหลังเลือกตั้ง
เริ่มที่ พรรคภูมิใจไทย จัดเวทีปราศรัยใหญ่ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นำโดยหัวหน้าพรรค อนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมขุนพลเศรษฐกิจ ทั้ง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ และสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ซึ่งยุทธศาสตร์บนเวทีครั้งนี้ คือการตอกย้ำภาพลักษณ์ “มืออาชีพแก้ปัญหาเศรษฐกิจและวิกฤตโลก” พร้อมส่งสารชัดว่า เลือกภูมิใจไทย ได้ทีมเศรษฐกิจที่พร้อมทำงานทันที
แม้จะไม่ประกาศเป้าหมายจำนวน ส.ส.กรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการ แต่เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ชัดเจน คือ ขยายฐานเสียงจากเมืองรองสู่เมืองหลวง ดึงกลุ่มชนชั้นกลางและฐานอนุรักษ์นิยมในกรุงเทพฯและปริมณฑล เพื่อให้พรรคเติบโตเกินฐานเดิม ที่เคยแข็งแกร่งในอีสานใต้
ถัดมา พรรคเพื่อไทย จัดเวทีปราศรัยใหญ่ภายใต้สโลแกน “ยกเครื่องประเทศไทย ยศชนันทำได้”ที่ สนามเทพหัสดิน ใจกลางกรุงเทพฯ โดยชูบทบาทของ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเดินเกมการเมืองแบบมวลชน เน้นประชาชนทุกกลุ่ม ทั้งฐานเสียงเดิมในต่างจังหวัด และผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเมืองใหญ่ ซึ่งเป้าหมายสำคัญ คือ ยึดพื้นที่เดิมให้แน่น เพิ่มพื้นที่ใหม่ให้ได้มากที่สุดเพื่อมุ่งสู่เสียงข้างมากในสภา หรืออย่างน้อย เป็นแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง
ด้าน พรรคประชาธิปัตย์ จัดเวที “กรุงเทพฯ ฟ้าใหม่” ที่ One Bangkok Forum นำโดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นี่คือความพยายามฟื้นศรัทธาครั้งสำคัญทั้งในกรุงเทพฯ และภาคใต้ ที่เริ่มมีกระแสตอบรับกลับมาอีกครั้ง ซึ่งยุทธศาสตร์ คือ การวางตัวเป็น ทางเลือกที่ปลอดภัย มีประสบการณ์ และสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจ โดยตั้งเป้าชนะหลายเขตในกรุงเทพฯ และภาคใต้ พร้อมเพิ่ม สส.บัญชีรายชื่อเพื่อเป็นตัวคานอำนาจ และมีบทบาทต่อรองในการจัดตั้งรัฐบาล
ขณะที่ พรรคประชาชน จัดเวทีปราศรัยใหญ่ที่ ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ภายใต้คำประกาศ “ประชาชน เปลี่ยน ประเทศ” นี่คือการรวมพลังครั้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง โดยพรรคประชาชนตั้งเป้าใหญ่ ไม่เพียงต้องการเป็นพรรคอันดับหนึ่ง แต่หวังถึงขั้น แลนด์สไลด์ 250 ที่นั่ง ขณะเดียวกัน ยังต้องรักษาพื้นที่ยุทธศาสตร์โดยเฉพาะ กรุงเทพมหานคร ที่การเลือกตั้งปี 2566 เคยคว้าได้ถึง32 เขต รวมถึงจังหวัดสำคัญอย่าง ชลบุรี เชียงใหม่ ลำปาง และลำพูน ซึ่งอาจถูกพรรคอื่นแบ่งเก้าอี้ในครั้งนี้
นอกจากนี้ ยังมีพรรคอื่นๆ อย่าง พรรคโอกาสใหม่ ที่จัดปราศรัยที่ โดมห้วยขวาง ดินแดง และพรรคไทยก้าวใหม่ ที่ลานแอโรบิก สวนจตุจักร ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาชาติแม้ไม่จัดเวทีใหญ่ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ แต่ใช้กลยุทธ์เดินสายก่อนหน้า กระจายเสียงในกรุงเทพฯ และรอบเมือง หวังเก็บคะแนนเฉพาะกลุ่ม ทั้ง สส.เขต และบัญชีรายชื่อ
สิ่งที่ต้องจับตาในวันปิดท้ายหาเสียง คือ พรรคใดจะสามารถดึงมวลชนเข้าร่วมเวทีได้มากที่สุดเพราะนั่นไม่ใช่แค่ภาพบรรยากาศ แต่คือสัญญาณสะท้อนความนิยมทางการเมือง และปฏิเสธไม่ได้ว่าเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งนี้ คือ สนามวัดพลัง ประชันกลยุทธ์ครั้งสุดท้าย ก่อนประชาชนจะตัดสินใจลงคะแนนเลือกอนาคตการเมืองไทย ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้…
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews





