Home
|
ทั่วไป

ภาษีพารวย! ย้อนรอยต้นตำรับ ‘ใบกำกับลุ้นล้าน’ จากยุคทักษิณสู่เพื่อไทย 69

Featured Image

 

 

 

ภาษีพารวย!
ย้อนรอยต้นตำรับ ‘ใบกำกับลุ้นล้าน’
จากยุคทักษิณสู่เพื่อไทย 69

 

 

ในการเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ประเด็นหนึ่งที่คนให้ความสนใจคือ “โครงการหวยภาษี” ที่รัฐบาลเพื่อไทยตั้งใจที่จะจัดทำขึ้น โดยแจกเงินวันละ 9 คนๆ ละ 1 ล้านบาท เพื่อจูงใจให้คนเข้ามาในระบบภาษีมากขึ้น ซึ่งหลังจากที่มีการประกาศก็มีทั้งเสียงตอบรับไปในทางที่ดี และคำวิจารณ์ต่างๆ นานา

 

 

แต่รู้ไหมว่าก่อนหน้าที่จะมีโครงการ “หวยภาษี” นั้น อดีตพรรคเพื่อไทยอย่างพรรคไทยรักไทยนั้น เคยนำเสนอโครงการในลักษณะนี้มาแล้ว ภายใต้ชื่อ “ใบกำกับภาษีมีรางวัล” ในยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และเกิดขึ้นในปี 2547 ว่าแต่ตัวโครงการจะเป็นอย่างไรนั้น วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟังกัน

 

>> e-Revenue กับการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล

 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2543 นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ในฐานะอธิบดีกรมสรรพากรในขณะนั้น ได้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการยื่นภาษีภายใต้โครงการ RD Net โดยในระยะแรกได้ใช้ภายในกรมสรรพากรกับสำนักงานภาษีทั่วประเทศ และเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถยื่นแบบแสดงรายการภาษีผ่านอินเทอร์เน็ตได้เป็นครั้งแรก ซึ่งจากความสำเร็จในช่วงนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการสรรพากรจากการเป็น “ผู้ตรวจสอบ” มาเป็น “ผู้ให้บริการ” มากขึ้น

 

โดยมีการนำระบบไอทีมาลดขั้นตอนที่ซับซ้อนและเพิ่มความรวดเร็วในการคืนเงินภาษี (e-Refund) ซึ่งถือเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ประชาชนยอมรับระบบอิเล็กทรอนิกส์นั่นเอง

 

ในขณะเดียวกัน ในยุครัฐบาลของนายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ก็ได้มีการออกกฎหมายและระเบียบปฏิบัติเพื่อรองรับการทำงานของกรมสรรพากรอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนของรัฐบาลปรากฏชัดในรูปแบบของพระราชกฤษฎีกาหลายฉบับที่เน้นการลดภาระภาษีเพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบและกระตุ้นการบริโภค และยังขับเคลื่อนโครงการ e-Revenue ผ่านนโยบายรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government) อีกทางหนึ่งด้วย

 

ตัวอย่างที่สำคัญ คือการลงนามในพระราชกฤษฎีกาเพื่อลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนในทรัพย์สินใหม่ในปี พ.ศ. 2547 ซึ่งนโยบายเหล่านี้ถูกนำมาผูกโยงกับระบบการตรวจสอบผ่านอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้มั่นใจว่ารัฐบาลสามารถควบคุมการไหลเวียนของเม็ดเงินได้จริง

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังใช้กลไกภาษีเพื่อสนับสนุนนโยบายสังคม เช่น การยกเว้นภาษีให้แก่ผู้สนับสนุนการศึกษา ซึ่งต้องทำผ่านระบบการตรวจสอบที่กรมสรรพากรกำหนด เพื่อความโปร่งใสและรวดเร็วอีกด้วย ทั้งนี้ การทำระบบ e-Revenue ในประเทศไทยมีแนวคิดเริ่มต้นจากความต้องการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรม ซึ่งใช้หลักการสำคัญที่ถูกนำมาใช้คือ “หลักความเป็นธรรม” ในการเสียภาษีนั่นเอง

 

 

 

>> “ใบกำกับภาษีมีรางวัล” กระตุ้นคนส่งใบเสร็จชิงโชค

 

หนึ่งในนโยบายเชิงรุกที่ทำให้รัฐบาลได้ฐานภาษีที่กว้างขึ้น คือการที่กรมสรรพากรทำโครงการ “ใบกำกับภาษีมีรางวัล” โดยเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม 2546 – ปลายปี 2547 ตัวโครงการนั้น เน้นการทำให้ประชาชนทั่วไปกลายเป็น “ผู้ตรวจการภาษี” โดยอัตโนมัติ ด้วยการเรียกใบกำกับภาษีจากการซื้อสินค้าหรือบริการทุกครั้ง เพื่อนำมาส่งชิงโชคกับกรมสรรพากร โครงการนี้ถือเป็นกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ที่แหวกแนวที่สุดในประวัติศาสตร์หน่วยงานจัดเก็บภาษีของไทยเลยทีเดียว

 

กลไกของการดำเนินการโครงการนี้ คือการให้ประชาชนเขียนระบุชื่อ นามสกุล ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ไว้ด้านหลังใบกำกับภาษี (ทั้งแบบเต็มรูปหรืออย่างย่อ) แล้วส่งทางไปรษณีย์มาลุ้นรางวัล โดยกรมสรรพากรได้ระบุเงื่อนไขว่าใบกำกับภาษีต้องออกโดยผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และมีอายุไม่เกิน 6 เดือน สำหรับการจับรางวัลนั้นมีการจับเดือนละ 2 ครั้ง

 

โดยถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ ITV ในช่วงข่าวภาคค่ำ (เวลา 19.12 น.) ทุกวันศุกร์สัปดาห์ที่ 2 และ 4 ของเดือน เพื่อสร้างความตื่นตัวและพิสูจน์ความโปร่งใส

 

โดยรางวัลที่ 1 ของแต่ละรอบการจับรางวัล จะได้รับเงินรางวัลมูลค่า 500,000 บาท จำนวน 1 รางวัล ส่วนรางวัลที่ 2 มีทั้งหมด 4 รางวัลๆ ละ 50,000 บาท และรางวัลที่ 3 มีจำนวน 50 รางวัลๆ ละ 10,000 บาท ซึ่งรวมจำนวนเงินรางวัลต่อครั้งคือ 1,200,000 บาท หรือตกเดือนละ 2,400,000 บาท ซึ่งหลังจากนั้น ในเดือนมิถุนายน 2547 กรมสรรพากรระบุว่าได้มองเงินรางวัลจากโครงการนี้ไปแล้วทั้งหมดกว่า 27.3 ล้านบาท และมีใบกำกับภาษีส่งมาจับรางวัลเฉลี่ยเดือนละ 1 ล้านฉบับเลยทีเดียว

 

จากทั้งการปรับระบบไปสู่ออนไลน์ และการทำกิจกรรมทางการตลาดของกรมสรรพากร ทำให้ในปีงบประมาณ 2546 กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บภาษีได้จริงรวม 627,506.315 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าประมาณการเดิมที่ตั้งไว้ 538,000 ล้านบาท หรือสูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 16.64 ส่วนหนึ่งก็มาจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ขยายตัวจากการที่มีผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบมากขึ้นตามการเรียกขอใบกำกับภาษีของประชาชน

 

 

>> คำครหาและความต่อเนื่องของโครงการ

 

แม้ว่าโครงการใบกำกับภาษีมีรางวัลจะประสบความสำเร็จอย่างสูงในเชิงตัวเลข แต่ก็เผชิญกับข้อครหาและคำถามจากสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเด็นหนึ่งที่ถูกครหา คือความยั่งยืนของพฤติกรรมประชาชน มีการตั้งคำถามว่าหากกรมสรรพากรยกเลิกโครงการแจกรางวัล ประชาชนจะยังคงเรียกใบกำกับภาษีต่อไปหรือไม่ หรือจะกลับไปสู่พฤติกรรมเดิมที่เน้นราคาถูกโดยไม่สนใจใบเสร็จ

 

อีกทั้งในยุคนั้นยังเริ่มมีข้อครหาเกี่ยวกับการปลอมแปลงใบกำกับภาษีเพื่อส่งชิงโชค หรือการที่ร้านค้าบางแห่งออกใบกำกับภาษีที่มีชื่อและที่อยู่ไม่ตรงตามความเป็นจริง ซึ่งสร้างภาระในการตรวจสอบให้กับเจ้าหน้าที่สรรพากรมากขึ้น

 

ยังไม่นับรวมถึงการขอใบกำกับภาษีทั้งตัวเต็มและตัวย่อที่เป็นกระดาษ อาจจะเป็นการสร้างภาระต่อประชาชน โดยเฉพาะเมื่อกรมสรรพากรกำลังปรับตัวเองไปสู่แนวคิด e-Revenue ที่ต้องการลดการใช้กระดาษและเพิ่มความรวดเร็ว ซึ่งขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง

 

 

>> หวยภาษี ความต่างของโครงการใบกำกับภาษีมีรางวัล?

 

ในปี 2569 พรรคเพื่อไทยได้นำเสนอนโยบายเกี่ยวกับ “หวยภาษี” ที่จะแจกรางวัลวันละ 9 คนๆ ละ 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาท) ซึ่งหากดูผิวเผินแล้วสองโครงการนี้อาจจะคล้ายคลึงกัน แต่ความแตกต่างของการทำโครงการนี้คือโครงการหวยภาษีถูกวางตัวเป็นกลไกหลักในการบังคับใช้ระบบ e-Tax Invoice แบบ 100%

 

โดยข้อมูลการซื้อขายจะถูกส่งเข้าระบบของกรมสรรพากรโดยตรง ซึ่งงบประมาณ 3,500 ล้านบาทต่อปี ถือเป็นการลงทุนที่สูงมากเมื่อเทียบกับปี 2547 ข้อกังวลเรื่องการ “สร้างรายการซื้อทิพย์” หรือการร่วมมือกันปั่นยอดผ่านระบบดิจิทัลเป็นสิ่งที่รัฐบาลในปี 2569 ต้องมีมาตรการป้องกันที่เข้มงวดกว่าในอดีต

 

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในอนาคตไม่ใช่เพียงการจัดเก็บภาษีให้ได้มากที่สุด แต่คือการสร้างระบบที่โปร่งใสและเป็นธรรมอย่างแท้จริง การนำระบบ Blockchain หรือระบบตรวจสอบอัตโนมัติมาใช้ในโครงการปี 2569 จะช่วยลดข้อครหาเรื่องความโปร่งใสได้ส่วนหนึ่ง แต่ประเด็นเรื่องการมอมเมาประชาชนยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐต้องตอบด้วยการสร้างความเข้าใจว่า เงินรางวัลเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบสวัสดิการและรายได้ของประเทศที่ประชาชนร่วมกันสร้างขึ้น

 

และการสืบทอดเจตนารมณ์นี้ผ่านนโยบายหวยภาษีในปี 2569 จึงเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญว่า ประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามผ่านเศรษฐกิจนอกระบบไปสู่สังคมดิจิทัลที่สมบูรณ์แบบได้หรือไม่ โดยมีบทเรียนจากความสำเร็จและข้อผิดพลาดในอดีตเป็นเครื่องนำทางที่สำคัญที่สุด ทุกคนสามารถเริ่มตัดสินใจได้ด้วยการเข้าคูหาเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

  • Tiktok
  • Youtube
  • Youtube