ทบ.จับตาโดรนกัมพูชา–สงครามข่าวสาร ย้ำไทยยึดหลักฐานสู้เวทีโลก ชี้เป็นเรื่องในอนาคตตั้ง หมู่บ้านทหารแนวชายแดน เร่งปรับปรุงพื้นที่-ทำถนน-เพิ่มกำลังลาดตระเวน
พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ว่า ภาพรวมขณะนี้ยังไม่มีสถานการณ์ที่น่ากังวล แต่ฝ่ายทหารไทยได้เตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับปรุงฐานที่มั่น การทำถนน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับกำลังพลตามแนวชายแดน
สำหรับสถานการณ์ล่าสุด ยังพบโดรนจากฝั่งกัมพูชาบินเข้ามาในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่มากเท่าช่วงที่มีการปะทะกัน โดยลักษณะเป็นโดรนตรวจการณ์ ซึ่งแม้ขณะนี้จะอยู่ในห้วงการหยุดยิง แต่สถานการณ์ยังไม่สามารถวางใจได้
แม้จะไม่มีการใช้อาวุธ แต่ยังพบว่าฝั่งกัมพูชามีการสื่อสารข้อมูลที่พยายามสร้างข้อมูลเท็จและบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทย ซึ่งพฤติกรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นมาโดยตลอด ขณะที่ฝ่ายไทยยึดมั่นในพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้ ส่งผลให้เวทีนานาชาติได้เห็นความจริงที่เกิดขึ้น
พล.ต.วินธัย ยกตัวอย่างกรณีที่กัมพูชาพยายามกล่าวหาไทยว่าทำลายปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งเป็นมรดกโลก โดยยืนยันว่าฝ่ายทหารไทยมีหลักฐานครบถ้วน พบว่ากัมพูชาใช้โบราณสถานเป็นที่ตั้งกำลังพลและอาวุธเพื่อโจมตีฝั่งไทย ซึ่งถือว่าผิดหลักสากล และอาจส่งผลให้โบราณสถานดังกล่าวเสี่ยงต่อการสูญเสียสิทธิ์การคุ้มครองในฐานะมรดกโลก
ส่วนกรณีเนิน 745 ช่องบก และจุดอื่น ๆ ที่ไทยยังไม่สามารถยึดคืนจากกัมพูชาได้ พล.ต.วินธัย ยืนยันว่า ทุกจุดที่มีการรุกล้ำยังเป็นพื้นที่ที่กองทัพให้ความสำคัญ และมีความพยายามนำพื้นที่กลับคืนมา โดยจะพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมในแต่ละจุด
ด้านการดูแลประชาชนตามแนวชายแดน ขณะนี้ทุกหน่วยงานทำงานร่วมกัน ทั้งฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกลาโหม โดยจากเหตุปะทะที่ผ่านมา พบว่าการทำงานร่วมกันทั้งด้านการอพยพประชาชนและการสื่อสารข้อมูลข่าวสารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับกรณีที่กัมพูชาเดินหน้าสงครามข่าวสารและร้องเรียนไปยังเวทีโลก โฆษกกองทัพบกระบุว่า ปัจจุบันไทยต่อสู้กับกัมพูชาใน 2 ลักษณะ คือ การต่อสู้ด้วยกำลังทหาร และการต่อสู้ด้วยข้อมูลข่าวสาร ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงของการต่อสู้ด้านข้อมูลข่าวสาร จึงไม่แปลกใจที่กัมพูชาจะพยายามเคลื่อนไหวในเวทีนานาชาติ
ส่วนแนวคิดการตั้งหมู่บ้านทหารตามแนวชายแดน พล.ต.วินธัย มองว่าเป็นเรื่องในอนาคต ขณะที่ปัจจุบันจะเน้นการเพิ่มกำลังลาดตระเวน และการปรับปรุงพื้นที่ให้มีความมั่นคงแข็งแรง โดยเฉพาะการทำถนน เนื่องจากพื้นที่ชายแดนส่วนใหญ่เป็นป่า และการเข้าถึงพื้นที่ทำได้ยาก ขณะที่ฝั่งกัมพูชามักนำชุมชนเข้ามาตั้งถิ่นฐานและรุกล้ำพื้นที่ชายแดน
ในส่วนของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน ขณะนี้ทหารยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องใช้เวลา เนื่องจากพบว่ามีทุ่นระเบิดจำนวนมาก โดยกองทัพภาคที่ 2 กำลังเร่งปรับปรุงพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณปราสาทตาควายและเนิน 350 ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ และมีแนวคิดพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ในอนาคต
ขณะเดียวกัน ในหลายพื้นที่พบว่าฝั่งกัมพูชามีการสร้างบังเกอร์รุกล้ำเข้ามาในฝั่งไทย โดยหากบังเกอร์มีความแข็งแรง อาจมีการปรับปรุงเพื่อใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพล แต่ทั้งหมดต้องพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้ง
ส่วนสถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กรณีการวางระเบิดสถานีบริการน้ำมัน 11 จุด พล.ต.วินธัย ระบุว่า ระยะหลังกลุ่มผู้ก่อเหตุเน้นสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน เนื่องจากพื้นที่รับผิดชอบมีขนาดกว้างเมื่อเทียบกับจำนวนกำลังเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงใช้การข่าวเป็นเครื่องมือสำคัญ พร้อมย้ำว่าจำเป็นต้องพัฒนาระบบการข่าวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และประสานความร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่ เพื่อเฝ้าระวังและแจ้งเหตุ ลดความรุนแรงในพื้นที่อย่างยั่งยืน
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews