ทลายเครือข่ายทุจริต คนละครึ่งพลัส รับแลกเงินสดออนไลน์

อาชญากรรม ข่าว
ตำรวจสอบสวนกลาง ร่วม กระทรวงการคลัง เปิดปฏิบัติการกวาดล้างโกง คนละครึ่งพลัส ปิดเกมแลกเงินสด ปั่นกระแสหลอกออนไลน์

 

วันนี้ (29 ต.ค 68) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) พร้อมด้วยกระทรวงการคลัง เดินหน้าปฏิบัติการเข้ม ปราบปรามขบวนการทุจริตจากโครงการ คนละครึ่งพลัส หลังตรวจพบมีการใช้โซเชียลมีเดียแพร่ข้อความหลอกลวง เชิญชวนให้ประชาชนแลกเงินสดจากวงเงินสิทธิโครงการ โดยไม่ใช้ซื้อสินค้าและบริการจริง อันเป็นการทำลายเป้าหมายหลักของรัฐบาลที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และช่วยผู้ประกอบการรายย่อยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

 

ปฏิบัติการครั้งนี้นำโดย พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. และ พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ มุสิกูล รอง ผบช.ก. ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สืบสวนและตรวจสอบพฤติกรรมต้องสงสัยบนโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหา 3 ราย ซึ่งกระจายตัวอยู่ในหลายจังหวัด ได้แก่ สมุทรปราการ อุดรธานี และนครสวรรค์

 

ทลายเครือข่ายทุจริต คนละครึ่งพลัส รับแลกเงินสดออนไลน์

 

ผู้ต้องหาทั้งหมดมีพฤติการณ์ เปิดโพสต์สาธารณะบน Facebook ชักชวนให้ผู้ได้รับสิทธิในโครงการนำวงเงินมาแลกเงินสด โดยมีการหักเปอร์เซ็นต์ส่วนต่างเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่บิดเบือนเงื่อนไขสำคัญของโครงการ อีกทั้งยังเข้าข่ายหลอกลวง ใช้ข้อมูลเท็จในระบบคอมพิวเตอร์ อาจสร้างความเสียหายเชิงโครงสร้างต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

 

เจ้าหน้าที่ตรวจยึดของกลางหลายรายการ ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง และคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง ซึ่งคาดว่าใช้เป็นอุปกรณ์ในการติดตั้งแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และสื่อสารกับเครือข่ายผู้ร่วมทุจริต รวมถึงเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทะเบียนร้านค้าและการใช้งานสิทธิ์ผิดวัตถุประสงค์

 

ทลายเครือข่ายทุจริต คนละครึ่งพลัส รับแลกเงินสดออนไลน์

 

 

จากการสอบสวน น.ส.วันทนีย์ หนึ่งในผู้ต้องหา รับสารภาพว่าได้กระทำผิดจริง โดยอ้างว่าเห็นคนอื่นทำแล้วได้รายได้พิเศษ จึงอยากลองทำตาม ด้านผู้ต้องหาอีก 2 รายยังให้การปฏิเสธและขอต่อสู้คดี

 

ตำรวจสอบสวนกลางยืนยันว่า จะเร่งปราบปรามขบวนการเหล่านี้อย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้กระทบต่อการหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของโครงการ “คนละครึ่งพลัส” พร้อมเตือนประชาชนว่า การแลกวงเงินสิทธิกับเงินสดถือเป็นความผิดอาญาทั้งสองฝ่าย มีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี หรือปรับสูงสุด 100,000 บาท และอาจถูกตัดสิทธิ์เข้าร่วมทุกโครงการรัฐ รวมถึงต้องคืนเงินให้รัฐด้วย

 

 

 

นอกจากนี้ สศค. ขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากช่องทางทางการก่อนเชื่อหรือแชร์ข้อความบนโซเชียล เพราะการเผยแพร่ข้อมูลเท็จอาจทำให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับความผิดโดยไม่รู้ตัว หากพบเบาะแสหรือสงสัยว่ามีการทุจริต สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที

 

ตำรวจย้ำชัดว่า “อย่าหลงเชื่อช่องทางลัดเพื่อเงินส่วนต่างเล็กน้อย” เพราะอาจนำไปสู่การถูกดำเนินคดีและเสียสิทธิประโยชน์ในระยะยาว พร้อมขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันปกป้องโครงการที่ตั้งขึ้นเพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews