“อภิสิทธิ์” หนุน MOU แรร์เอิร์ธ ไทย–สหรัฐฯ มองเป็นโอกาสดี แต่เตือนอย่าปิดลับ หวั่นซ้ำรอยภูมิรัฐศาสตร์โลก พร้อมย้ำแม้ลงนามสันติภาพกัมพูชาแล้ว แต่อย่าวางใจ ไม่การันตี “ทรัมป์” เป็นสักขีพยานแล้วทำตามข้อตกลง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้าน “แร่ธาตุสำคัญ” หรือแร่แรร์เอิร์ธ ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ว่า ถือเป็น “โอกาสดี” ที่ไทยสามารถใช้ประโยชน์ จากความร่วมมือครั้งนี้ได้เต็มที่
โดยเฉพาะในฐานะส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก แต่รัฐบาลต้องระมัดระวังไม่ให้สหรัฐฯ มีอำนาจผูกขาด และควรเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับรู้ตั้งแต่ต้น เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย
นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ไทยควรได้ “ผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม” จากข้อตกลงนี้ และต้องไม่มองข้ามผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงความสัมพันธ์กับประเทศอื่นในภูมิภาค โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดแร่แรร์เอิร์ธ หากไทยเปิดทางให้สหรัฐฯ มากเกินไป อาจกลายเป็นชนวนความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ละเอียดอ่อน
และกระทบต่อความสมดุลทางการทูตของไทย ดังนั้น ประเทศไทยต้องแสดงจุดยืนชัดว่า พร้อมร่วมมือกับทุกประเทศ ไม่ใช่เพียงสหรัฐฯ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันกับเศรษฐกิจระดับโลก และมีหลายประเทศต้องการเข้ามาร่วมกับไทย
พร้อมยังตั้งข้อสังเกตว่า ก่อนหน้านี้รัฐบาลไม่เคยเปิดเผยกรอบความร่วมมือหรือรายละเอียดของ MOU ให้สาธารณชนทราบมาก่อน กระทั่งมีการเผยแพร่หลังลงนามแล้ว ซึ่งประชาชนควรได้รับรู้ล่วงหน้า ว่าไทยแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ด้านใดกับประเทศคู่เจรจา
ถึงวันนี้ก็ยังไม่สาย หากรัฐบาลจะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ก่อนจะเดินหน้าในรายละเอียดของข้อตกลงทางการค้า เพราะเรื่องนี้มีหลายภาคส่วนได้รับผลกระทบ ทั้งในเชิงอุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม และชุมชน พร้อมระบุว่า หากจะมีมาตรการที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มใด ต้องมีแผนเยียวยาและช่วงเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน

ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์เสนอว่า ข้อตกลงใด ๆ ที่มีผลในเชิงการค้าหรือเศรษฐกิจระดับประเทศ ควรนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เพื่อให้เกิดการตรวจสอบจากตัวแทนประชาชนอย่างเหมาะสม และสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมในระยะยาว
ขณะเดียวกัน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวถึงการลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา ว่า เป้าหมายการลงนามสันติภาพทุกคนเห็นด้วยอยู่แล้ว ซึ่งข้อตกลงที่ไปเซ็นก็เป็นหลักการกว้างๆ ยังมีรายละเอียดที่จะต้องทำ
เช่น การทำงานของผู้สังเกตการณ์ ประเทศไทยก็ยังควรอยู่ในจุดที่เรียกร้อง 4 ข้อ ว่าจะต้องได้รับการปฏิบัติก่อน จึงจะทำให้กระบวนการอื่นๆ เดินหน้าได้ ถ้ารัฐบาลยืนยันตรงนี้ ว่า หน่วยงานปฏิบัติอย่างเข้มแข็ง สร้างความเข้าใจกับต่างประเทศมากขึ้น ว่าทำไม 4 ข้อจึงมีความสำคัญ ก็จะเป็นประโยชน์มากขึ้นเช่นกัน
ส่วนการลงนามสันติภาพครั้งนี้ มองว่า ใครได้เปรียบเสียเปรียบมากกว่ากัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้มองถึงความได้เปรียบเสียเปรียบ จนกว่าเราจะรู้ เช่น เช่นให้ผู้สังเกตการณ์หรือประเทศอื่นๆ เข้ามาสังเกตการณ์ ว่าจะเข้ามาลักษณะไหน อย่างไร
รวมถึงการดำเนินการทางการทูตและทหาร ทั้งสองฝ่ายเป็นอย่างไร ในการลงนามข้อตกลงไม่ได้ลงลึกที่จะบ่งบอกว่าจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ยังเป็นภาระหนักของฝ่ายความมั่นคง กระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลโดยรวม ที่จะต้องเดินทุกสิ่งทุกอย่างอย่างรัดกุม
นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยด้วยว่า เคยมีโอกาสได้พูดคุยกับนายอนุทินชาญ วีรกูล นายกรัฐมนตรี ตนได้บอกว่าให้ระมัดระวังกัมพูชา เพราะสามารถจะเอาเรื่องนี้ไปพูดได้ทุกเวที โดยไม่ต้องมีระเบียบวาระ และไม่ใช่วัตถุประสงค์ ของการประชุม
เพราะฉะนั้นเราต้องพร้อมตลอดเวลา ในเรื่องของการเดินหน้าการทูตควบคู่กับการสนับสนุนการปฎิบัติการของฝ่ายความมั่นคง ขอย้ำว่า การสนับสนุนฝ่ายความมั่นคง เรื่องทางการทูตสำคัญ จะทำให้การปฎิบัติหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคงมีความมั่นใจ
ขณะกรณีประธานาธิบดีสหรัฐฯ มาเป็นสักขีพยานในการลงนาม มองว่า กัมพูชาไม่น่าจะบิดพลิ้วใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะวางใจอย่างนั้นไม่ได้ ต้องติดตามตามความเป็นจริง ต้องให้โลกเห็นว่า 4 ข้อนี้ ถูกนำมาปฏิบัติจริง
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews