ไทย-กัมพูชา เผชิญหน้าเวทีIPU”รังสิมันต์” ชู”ชีวิตมนุษย์สำคัญกว่าอาวุธ”

การเมือง ข่าว
ไทย-กัมพูชา เผชิญหน้ากลางเวทีรัฐสภาโลก “รังสิมันต์” ชู “ชีวิตมนุษย์สำคัญกว่าอาวุธ” ส่งสัญญาณชัดสันติภาพต้องเริ่มที่ความรับผิดชอบร่วมกัน

 

การเผชิญหน้ากันระหว่างไทยกับกัมพูชา ในเวทีต่างๆ กลางวงประชุมรัฐสภาโลก หรือ สมัชชาสหภาพรัฐสภา ครั้งที่ 151 (IPU) ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางกระแสคุกรุ่นของความสัมพันธ์ ระหว่างสองประเทศและข้อพิพาทรุนแรงตามแนวชายแดน

 

ในการอภิปรายของคณะกรรมาธิการสามัญว่าด้วยสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ในการประชุม IPU ซึ่งเป็นเวทีภาคเช้าของวันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม หัวข้อการอภิปราย คือ “นโยบายควบคุมอาวุธและการไม่แพร่ขยายอาวุธ: การป้องกันการแข่งขันทางอาวุธครั้งใหม่” ปรากฏว่าผู้แทนรัฐสภาทั้งไทยและกัมพูชาต่างกล่าวถ้อยแถลงของฝ่ายตน

 

โดยผู้แทนจากกัมพูชาเป็นฝ่ายขออภิปรายก่อน ทำให้ “ทีมไทยแลนด์” ต้องมอนิเตอร์อย่างใกล้ชิด และเงี่ยหูฟังทุกคำพูดอย่างละเอียด แต่ปรากฏว่าผู้แทนกัมพูชาไม่ได้กล่าวพาดพิงหรือโจมตีประเทศไทย ตามที่คาดเอาไว้ มีเพียงการยืนยันจุดยืนและความร่วมมือของกัมพูชาในการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา ว่าด้วยการทำลายล้างทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

 

จากนั้น ก็ถึงคิวของผู้แทนรัฐสภาไทย โดย สส.รังสิมันต์ โรม จากพรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากฝ่ายกัมพูชาอย่างมากเช่นกัน รวมถึงชาติสมาชิกที่ร่วมอยู่ในห้องประชุมด้วย

 

สส.รังสิมันต์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ขอยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของไทยต่อการควบคุมอาวุธ การลดอาวุธ และการไม่แพร่ขยายอาวุธ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่อุดมคติที่เลื่อนลอย แต่เป็นเงื่อนไขที่จำเป็น อย่างยิ่งต่อสันติภาพและความมั่นคงของมนุษย์ในภูมิภาคของเรา

 

สำหรับประเทศไทย การควบคุมอาวุธไม่ใช่เรื่องของการนับจำนวนอาวุธ แต่เป็นเรื่องของการนับจำนวนชีวิต และการทำให้มั่นใจว่าจะไม่มีชีวิตใดต้องสูญเสียไปโดยไม่จำเป็นจากความประมาทเลินเล่อ ความล่าช้า หรือความเพิกเฉย

 

ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงเลือกเดินในเส้นทางที่ยากกว่า นั่นคือการลงมือทำแทนที่จะเป็นเพียงแค่การพูด ในฐานะรัฐภาคีของ อนุสัญญาออตตาวาว่าด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ประเทศไทย ได้ใช้เวลานานหลายทศวรรษในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ปนเปื้อนตามแนวชายแดนของเรา เพื่อฟื้นฟูความปลอดภัย สร้างวิถีชีวิตขึ้นมาใหม่ และทวงคืนความหวังให้กับชุมชนที่เคยถูกคุมขังโดยภัยเงียบใต้ผืนดิน

 

“เราได้เรียนรู้ว่า อาวุธที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังไม่เพียงแต่สร้างบาดแผลให้กับผืนดิน แต่ยังสร้างบาดแผลให้กับมโนธรรมของประชาชาติด้วย สิ่งเหล่านี้ย้ำเตือนเราว่า สันติภาพที่ล่าช้าคือความทุกข์ทรมานที่ยาวนานออกไป” สส.จากประเทศไทย กล่าวตอนหนึ่ง

 

จากนั้น สส.รังสิมันต์ อภิปรายว่า “บางส่วนในภูมิภาคของเรายังคงอยู่ภายใต้เงาของทุ่นระเบิด ไม่เพียงแต่จากอดีตอันไกลโพ้น แต่ยังมาจาก อุปกรณ์ที่เพิ่งถูกวางใหม่ ซึ่งทรยศต่อเจตนารมณ์ของสนธิสัญญาที่เราทุกคนให้คำมั่นว่าจะยึดถือ”

 

“ทุ่นระเบิดที่ยังไม่ระเบิดแต่ละลูกเป็นมากกว่าซากสงคราม แต่มันคือคำถามถึงความรับผิดชอบ และทุ่นระเบิดทุกลูกที่ถูกวางใหม่คือการกระทำที่จงใจเพิกเฉยต่อชีวิตมนุษย์”

 

สส.จากพรรคประชาชน สรุปว่า ความเป็นจริงเช่นนี้บังคับให้ไทยต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า การไม่ป้องกันและเก็บกู้อาวุธเหล่านี้เป็นอันตรายต่อพลเรือน ทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างเพื่อนบ้าน และบ่อนทำลายโครงสร้าง ทางศีลธรรมของสันติภาพในภูมิภาคของเรา

 

ที่สำคัญ ความเข้มแข็งที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่ความสามารถในการสะสมอาวุธ แต่วัดกันที่ความกล้าหาญที่จะลดอาวุธ นั่นก็คือการเลือกความโปร่งใสแทนความลับ และเลือกความรับผิดชอบแทนการปฏิเสธ

 

สส.รังสิมันต์ ย้ำว่า ประเทศไทยเชื่อว่าสันติภาพไม่สามารถสร้างขึ้นบนข้อแก้ตัว หรือดำรงอยู่ได้ด้วยความเงียบ สันติภาพจะคงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อทุกประเทศเผชิญหน้ากับพันธกรณีของตนอย่างตรงไปตรงมาและรักษาคำพูด

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews