สีกายุ บินกลับไทยเข้าพบ ปปป. โต้คดีพระคึกฤทธิ์ แฉเงินวัด 12 ล้านถูกนำไปลงทุนกองทุน ติดลบกว่า 1 หมื่นยูโร ยันมีเอกสาร-หลักฐานแน่น
วันนี้ (2 ต.ค 68) เวลา 14,00 น. ที่ศูนย์รับแจ้งความตำรวจสอบสวนกลาง นางสาวกัญญาภัค ชไนเดอร์ หรือ สีกายุ เดินทางจากประเทศเยอรมันกลับมาประเทศไทย เพื่อเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปปป. เพื่อให้ข้อมูลกรณีของพระคึกฤทธิ์ เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง จังหวัดปทุมธานี
หลังส่งทนายเข้าแจ้งความให้ตำรวจตรวจสอบเรื่องเส้นทางการเงินของวัดนาป่าพง ที่มีการโอนเงินไปประเทศเยอรมันผ่านสีกายุ และมูลนิธิพุทธวจน โดยตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นการฟอกเงินหรือไม่โดยสีกายุ ใช้เวลานานเกือบ 5 ชั่วโมง ในการชี้แจงพยานหลักฐานต่างๆ และให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

นางสาวกัญญาภัค ชไนเดอร์ กล่าวว่า รู้จักพระคึกฤทธิ์ผ่านรายการโทรทัศน์ ศรัทธาเพราะเห็นว่าเทศน์ดี และได้ช่องทางติดต่อจากเพื่อนมา จนได้คุยไลน์กับพระคึกฤทธิ์ และมีการนิมนต์พระไปยุโรป ปี 2016 เพื่อเผยแผ่พุทธวจน ตนเองเป็นคนออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดหลายหมื่นยูโร พระไม่ได้ออกค่าใช้จ่าย หลังจากนั้นพระคึกฤทธิ์เห็นว่าคนยุโรปศรัทธาเยอะ
ตนเองจึงให้คำแนะนำว่าหากพระคึกฤทธิ์จะมาต้องเปิดเป็นองค์กร พระคึกฤทธิ์สนใจ จึงได้มอบหมายให้เปิดสมาคม แต่ต่อมาพฤติกรรมหลายๆ อย่างของพระคึกฤทธิ์ กดดันให้ทำทุจริต ไม่ยอมให้ทำใบปวารณาให้ผู้บริจาค ตนเองจึงเริ่มไม่โอเค และเริ่มสงสัย นอกจากนี้ตนเองยังจับได้ว่าพระคึกฤทธิ์มีการโกหกว่าเป็นเงินของพี่สาวทั้งที่เป็นเงินวัด เหมือนมีเจตนาปิดบังที่มาของเงิน จึงไม่ได้ต่ออายุวีซาให้พระคึกฤทธิ์และแตกหักกัน
จนกระทั่งตนเองโดนทางการเยอรมันดำเนินคดีฟอกเงินและยักยอกเงิน ทั้งที่จริงแล้วเงินจำนวนดังกล่าวถูกนำไปจัดทำกิจกรรมของมูลนิธิที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ จำนวนเกือบ 2 แสนยูโร ซึ่งตนเองก็ถูกผู้ตรวจสอบบัญชีเรียกไปสอบ และพระคึกฤทธิ์ก็แจ้งความตนเองด้วย แต่สุดท้ายผลการตรวจสอบก็ไม่พบการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ใดๆ
จึงเป็นเหตุให้ภายหลังตนเองแจ้งความกลับพระคึกฤทธิ์ฐานยักยอกแทน ในฐานะที่เป็นผู้สั่งการ แต่ตนเองไปแจ้งความที่ประเทศเยอรมัน ทั้งที่เหตุเกิดที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ทำให้สุดท้ายศาลยกฟ้อง เพราะเหตุเกิดคนละอำนาจเขตศาล ไม่ใช่การยกฟ้องเพราะไม่ได้ทำความผิด
แต่พระคึกฤทธิ์ก็ยังฟ้องตนเองคดีเรื่องเงินค่าวีซา เงินเดือน เงินบริจาค อาหารแมว ทั้งอาญาและแพ่ง ความเสียหาย 13 ล้านบาทเศษกับตนเองอีก ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาคดี ยังไม่มีคำพิพากษาใดๆ และไม่ได้เป็นไปตามที่ทนายวัดออกมาแถลงก่อนหน้านี้
ทั้งนี้สีกายุยืนยันมั่นใจในพยานหลักฐาน เพราะเป็นเอกสารที่มีการรับรองจากรัฐบาลต่างประเทศและศาล และยังมีบัตรเอทีเอ็มธนาคารเยอรมัน ซึ่งมีเงิน 9 หมื่นยูโรมาเป็นหลักฐานด้วยว่าเงินไม่ได้หายไปไหน
ขณะที่ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายมูลนิธิกองทัพธรรม ก็ออกมาแฉตอบโต้หลักฐานที่ทนายวัดนำมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะประเด็นเงิน 12.2 ล้านบาท ที่ทนายวัดอ้างว่าอยู่ในบัญชีธนาคารเยอรมัน แต่จากเอกสารที่ทนายวัดนำมาแสดง พบว่าเงินไม่ได้อยู่ในบัญชีธนาคาร แต่เป็นการนำเงินไปลงทุนกองทุน 4 พอร์ต จำนวนรวมเกือบ 2 แสนยูโร
และปรากฎว่าขาดทุน 1 หมื่นยูโร หรือติดลบ 4.73% ดังนั้นจึงเป็นจำนวนเงินที่วัดบอกว่าหายไป นอกจากนี้ ตามกฎหมายแล้วเงินของวัดไม่สามารถนำไปแสวงหาประโยชน์ใดๆ หรือลงทุนลักษณะนี้ได้ และมูลนิธิคือสมาคมไม่แสวงหาผลกำไร อีกทั้งเป็นมูลนิธิต่างประเทศ ที่กฎหมายไทยไม่รองรับ
เมื่อพระคึกฤทธิ์มีอำนาจเบิกจ่ายคนเดียว เพราะเป็นประธานมูลนิธิ และเงินไม่มีอยู่ในบัญชีมูลนิธิแล้ว แต่อยู่ในพอร์ตการลงทุน เป็นเพียงมูลค่า ผิดถูกอย่างไรก็ให้ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน
ส่วนประเด็นที่มีผู้บริจาคที่ดินให้วัด แต่พระคึกฤทธิ์โอนเป็นชื่อตนเอง จนตอนหลังมีการฟ้องร้องและที่ดินกลับคืนสู่เจ้าของเดิม ทนายอนันต์ชัยยืนยันว่า เมื่อเจ้าของเดิมมีความประสงค์บริจาคที่ดินให้วัดแล้ว ที่ดินนั้นย่อมกลายเป็นที่ธรณีสงฆ์ แม้จะเป็นเพียงการเปล่งวาจา ไม่ได้ทำเป็นลายลักษณ์อักษร
แต่หากจะจำหน่ายจ่ายโอนที่ดิน ต้องออกเป็นพระราชบัญญัติเท่านั้น และที่ดินจะไม่สามารถกลับคืนสู่เจ้าของเดิมได้ เพราะบริจาคแล้วย่อมต้องเป็นของวัด กรณีนี้เจ้าของที่ดินเดิม หากไม่โอนให้วัด ก็ย่อมมีความผิดด้วย ส่วนพระคึกฤทธิ์ก็ผิดวินัยสงฆ์ ซึ่งทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและมหาเถรสมาคมต้องเป็นผู้ดำเนินการเอาผิด
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews