ปชน. เสนอโมเดลตั้ง 2 คณะ “กู้ร่าง–ผู้แทน” เดินหน้ารัฐธรรมนูญใหม่ ยันไม่ตัดอำนาจ ส.ว. แค่เปลี่ยนเกณฑ์ ลั่น! ถ้าเบี้ยว MOA พร้อมใช้เสียงล้มรัฐบาล จับตา “ภูมิใจไทย” รับ ส.ส. เพิ่ม ปัดตอบปมว่าที่ รมต.ยุติธรรม
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน เปิดเผยถึงท่าทีของพรรค หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยกรณีการจัดทำสภาร่างรัฐธรรมนูญจากการเลือกตั้ง โดยยอมรับว่า คำวินิจฉัยสร้างข้อกังวล ในเชิงหลักการและกระบวนการ แต่ยืนยันว่าพรรคยังต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมสูงสุดในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
นายพริษฐ์ ระบุว่า พรรคประชาชนเสนอโมเดลใหม่ที่ประกอบด้วย 2 คณะทำงานคู่ขนาน ได้แก่ 1.คณะกู้ร่างรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่ยกร่าง มีจำนวน 35 คน ได้จากการเลือกตั้งประชาชนทั่วประเทศ 70 คน แล้วให้รัฐสภา คัดเลือกตามสัดส่วนพรรคการเมืองเหลือ 35 คน 2.คณะผู้แทนประชาชน ทำหน้าที่รวบรวมและสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนจากทุกจังหวัด มีสมาชิก 100 คน มาจากการเลือกตั้งตรงในแต่ละพื้นที่
ทั้งนี้ เมื่อร่างเสร็จจะส่งให้รัฐสภาพิจารณา ก่อนเข้าสู่ประชามติรอบ 2 หรือ 3 ตามขั้นตอน โดยนายพริษฐ์เชื่อว่า โมเดลนี้ไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลฯ เพราะคณะผู้แทนไม่มีอำนาจเขียนร่างโดยตรง แต่ทำหน้าที่คล้าย “สภาที่ปรึกษา”
สำหรับกรอบเวลา หาก 3 พรรคการเมืองสามารถยื่นร่างได้ภายในสัปดาห์หน้า คาดว่าสภาจะพิจารณาวาระ 1 ได้ในปลายกันยายนหรือต้นตุลาคม ใช้เวลาทำงานคณะกรรมาธิการราว 2 เดือน ก่อนเข้าสู่วาระ 2 และ 3 ในเดือนธันวาคม 2568 และอาจทำประชามติควบคู่การเลือกตั้งได้ตามเงื่อนไขในบันทึก MOA
ขณะประเด็น ส.ว. นายพริษฐ์ ชี้แจงว่า ร่างใหม่ไม่ได้ตัดอำนาจ ส.ว. เพียงแต่ปรับเกณฑ์การออกเสียงให้ชัดเจน พร้อมฝากความหวังว่าส.ว.จะลงมติด้วยมุมมองเพื่ออนาคตประเทศ ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตน พร้อมย้ำว่า โมเดล “2 คณะ” จะช่วยกระจายการมีส่วนร่วม ป้องกันการครอบงำของกลุ่มการเมืองใดกลุ่มหนึ่งได้ เพราะเป็นการเลือกตั้งตรงจากประชาชน 1 สิทธิ์ 1 เสียง จึงมั่นใจว่าไม่ซ้ำรอย “ระบบฮั้ว” แบบการเลือก ส.ว.
ขณะเดียวกัน นายพริษฐ์ ยังกล่าวถึงกระแสข่าวการเคลื่อนย้ายกลุ่มการเมืองเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทย ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยกลายเป็นเสียงข้างมากว่า อาจเข้าข่ายละเมิดข้อตกลงทางการเมือง (MOA) ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย
โดยย้ำว่าข้อตกลงเขียนชัดเจน หากมีความพยายามเปลี่ยนสถานะรัฐบาลจากเสียงข้างน้อยเป็นเสียงข้างมาก พรรคประชาชนจะเดินหน้าใช้กลไกรัฐสภา ทั้งการอภิปรายไม่ไว้วางใจและมาตรการอื่น ๆ เพื่อโค่นรัฐบาล
นายพริษฐ์ ระบุว่า แม้ภูมิใจไทยจะอ้างไม่ได้ดึงใครเข้ามา แต่หากผลลัพธ์ทำให้รัฐบาลเปลี่ยนสมดุลทางการเมือง ก็ถือว่าขัด MOA เพราะหากปล่อยจนรัฐบาลเป็นเสียงข้างมากแล้ว การอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะไม่สามารถโค่นได้ จึงต้องจับตาและป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ พร้อมชี้ว่าสถานการณ์นี้สะท้อนปัญหารัฐธรรมนูญที่เปิดช่องให้ ส.ส. ย้ายพรรคได้ทั้งที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่ จึงจำเป็นต้องผลักดันการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่
ส่วนกระแสข่าวว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เตรียมเช็กบิลคดี “เขากระโดง” และคดี “ฮั้ว ส.ว.” นายพริษฐ์ ระบุว่า ทั้งสองคดีจะถูกหยิบยกอภิปรายในคำแถลงนโยบายรัฐบาลอยู่แล้ว พร้อมเตือนว่าการแต่งตั้ง รมต.ยุติธรรม ต้องระวังไม่ให้เกิดข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะหากบุคคลที่ถูกเสนอชื่อมีความเชื่อมโยงกับผู้ถูกกล่าวหาในคดี ก็อาจทำให้สังคมตั้งคำถามเรื่องการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม
นายพริษฐ์ ย้ำว่า หากมีการใช้อำนาจโดยมิชอบ ไม่เพียงแต่กรณีเบี้ยว MOA แต่รวมถึงการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ฝ่ายค้านก็พร้อมเดินหน้าตรวจสอบด้วยทุกกลไก ทั้งในสภาและการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
นอกจากนี้ ยังเผยว่ามีประชาชนส่งข้อมูลเกี่ยวกับคดี “เขากระโดง–ฮั้ว ส.ว.” ให้กับพรรคแล้ว และขอให้สาธารณชนหากมีหลักฐานเพิ่มเติมสามารถส่งตรงให้พรรคประชาชนได้ เพื่อทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างตรงไปตรงมา
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews