“โรม” มึนรัฐบาลแต้มต่อเยอะ แต่กลับไม่ฟ้อง ICC สงสัยเอี่ยวผลประโยชน์กับกัมพูชา เหน็บ “แพทองธาร” ไร้รับผิดชอบคลิปเสียง บอกอยากเล่นการเมือง ต้องมีสปิริต แต่ตอนนี้คงช้าไปแล้ว
นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธาน กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการพบคลิปทหารกัมพูชาวางทุ่นระเบิดในเขตแดนไทยว่า “วันนี้ประเทศไทยมีแต้มต่อมากพอ แม้ไม่มีภาพก็มีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา แต่สิ่งที่ยังน่ากังวล คือรัฐบาลไทยกลับไม่ใช้กลไกทางกฎหมายอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการพากัมพูชาเข้าสู่การพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC)”
นายรังสิมันต์ ระบุว่า รัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศยังคงขยับเชื่องช้า ต้องรอให้นานาชาติประณามกัมพูชาก่อนถึงลงมือ ทั้งที่จริงแล้วไทยควรเดินเกมเชิงรุก เพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคง ของประชาชนชายแดน พร้อมตั้งคำถามว่า “หรือเพราะรัฐบาลไทยเองมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับกัมพูชา จึงยั้งมือ ไม่กล้าก้าวไปสู่ศาลโลก”
นอกจากนี้ ยังชี้ว่า การที่ สมช. มีมติฟ้อง “ฮุน เซน” ภายในประเทศ เป็นเพียงสัญลักษณ์ หากไม่มีการยึดทรัพย์จริงก็ไร้ความหมาย เพราะทุกฝ่ายต่างรู้ดีว่ากัมพูชาใช้ไทยเป็นฐานฟอกเงิน “วันนี้ ปปง. ต้องเข้ามาทำงาน ยึดทรัพย์ไว้ก่อนได้ แต่กลับเงียบจนไม่รู้ว่าทำอะไรอยู่” ขอย้ำว่า การเดินหน้าฟ้อง ICC ไม่ใช่เพียงเรื่องพิพาทระหว่างรัฐ แต่ยังเป็นโอกาสในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องคอลเซ็นเตอร์ การโจมตีพลเรือน และการฟอกเงิน ซึ่งหากไทยทำสำเร็จจะเป็นจุดเริ่มต้นของสันติภาพระยะยาวตามแนวชายแดน
ทั้งนี้ ผลประโยชน์ของทั้งสองตระกูลใหญ่ในไทย-กัมพูชาอาจมีมานาน แต่รัฐบาลไทยต้องยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ผลประโยชน์ส่วนตน วันนี้เรามีโอกาสพลิกสถานการณ์ แต่ต้องกล้าเดินหน้า ไม่ใช่ถอยเพราะถูกผลประโยชน์บังตา
ขณะเดียวกัน นายรังสิมันต์ ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีคลิปเสียงการสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกฯกัมพูชา
ในวันที่ 21 ส.ค.นี้ โดยยอมรับว่า “มีคลิปจริง” ไม่ใช่ข้อถกเถียงเรื่องคลิปปลอม แต่สิ่งที่น่าจับตามอง คือ พยานที่ศาลจะรับฟัง “หากเป็นกองทัพก็จะทำให้คดีนี้มีน้ำหนักมากขึ้น แต่เมื่อเป็นเพียง
ผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรง ย่อมมีข้อจำกัดและอาจลดทอนความน่าเชื่อถือ”
พร้อมย้ำว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการใช้นิติสงครามใดๆ ซึ่งขัดกับจุดยืนของพรรค แต่สิ่งที่นายกรัฐมนตรีไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ คือ ความรับผิดชอบทางการเมือง ซึ่งมองว่า ยังไม่สมดุลกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากคลิปเสียง
“สิ่งที่ฮุน เซนทำในการปล่อยคลิปอาจไม่เหมาะสม แต่คำพูดของนายกฯเองก็ไม่เหมาะสมเช่นกัน และหากจะเป็นนักการเมืองจริงๆ ต้องมีสปิริตมากกว่านี้ แต่ที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วว่าท่านไม่เคยแสดงสปิริตอะไรเลย”
นายรังสิมันต์ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากนายกรัฐมนตรีไม่รู้จักแสดงความรับผิดชอบต่อวิกฤตที่เกิดขึ้น ปัญหาเสถียรภาพการเมืองก็จะยิ่งซับซ้อนและนำไปสู่วิกฤติบ้านเมืองที่หนักกว่าเดิม
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews