“บ้านหนองจาน” จุดร้อนชายแดนไทย–กัมพูชา เขมรหนุนชาวบ้านอ้างสิทธิ์ ฟ้องโลกไทยขยายพิพาท ไทยย้ำพื้นที่นี้อยู่ในอธิปไตยไทยชัดเจน
กรณี “บ้านหนองจาน” ที่มีภาพการจัด“ม็อบชาวบ้านเขมร” มาชุมนุมประท้วงกองทัพไทย ที่กั้นรั้วลวดหนาม และต่อมา รัฐบาลเขมรมีการ “ขยายผล” เดินเกมฟ้องโลกว่าไทยกำลัง “ขยายพื้นที่ความขัดแย้ง” ทำให้ กองทัพบก ต้องออกมาชี้แจงยืนยันว่า บ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว รอยต่อแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างหลักเขตแดนที่ 46 และ 47 เป็นของไทยมานานแล้ว เคยเป็น “ศูนยอพยพ” ที่หลังสงครามภายในเขมรยังอพยพกลับไปไม่หมดแถมยังมีมาเพิ่ม
โดยฝ่ายเขมรยังได้ละเมิดข้อตกลงในพื้นที่อ้างสิทธิ์ สนับสนุนให้ราษฎรมาสร้างถิ่นฐานอย่างถาวร ทั้งในบริเวณพื้นที่อ้างสิทธิ์ และนอกบริเวณพื้นที่อ้างสิทธิ์ในฝั่งประเทศไทยซึ่งไทยประท้วงเขมร ในเวทีต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน แต่ฝ่ายกัมพูชากลับนิ่งเฉย ส่วนปัญหาปัจจุบัน ฝ่ายกัมพูชา มีเจตนาอันไม่บริสุทธิ์ พยายามจะใช้ประชาชนให้เป็นผู้ออกหน้า ในการรุกล้ำพื้นที่อธิปไตยประเทศไทยในบริเวณนี้ ทำให้น่าสนใจย้อนกลับไปดูไทม์ไลน์ความเป็นมาของพื้นที่นี้
โดยในอดีต ประเทศไทยได้ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างมหาศาลแก่ชาวกัมพูชา ผู้ลี้ภัยสงคราม ตั้งแต่ปี 2518 เป็นต้นมา โดยจัดตั้งค่ายอพยพจำนวนมาก รวมถึง บ้านหนองจาน ซึ่งเป็นค่ายขนาดใหญ่ที่ ตั้งอยู่ลึกเข้ามาในเขตแดนของไทย ระหว่างหลักเขตที่ 46 และ 47 ซึ่ง องค์กรระหว่างประเทศอย่าง UNHCR และองค์กรบรรเทาทุกข์ต่างๆ ได้ร่วมกับรัฐบาลไทย ให้ความช่วยเหลือด้านอาหาร เวชภัณฑ์ และปัจจัยยังชีพ ไทยถึงขนาดสร้างแนวรั้วลวดหนาม เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อพยพปะปนกับคนไทย
ข้อมูลจาก “ดร.ปณิธาน วัฒนายากร” ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ระบุว่า ไทยเคยมีการผลักดันมา 3 ครั้ง บ้านหนองจาน เป็นศูนย์อพยพ ที่เรียกว่าแคมป์511 เปิดมา 50 ปีแล้ว ตอนแรกเป็นพื้นที่ที่ “กองกำลังเขมรเสรี”ใช้ต่อต้าน “เจ้าสีหนุ” ภายหลัง “เจ้าสีหนุ” หมดอำนาจ เป็นพื้นที่ที่ “เขมรแดง” ต่อต้านเวียดนามเข้ามายึดครองกัมพูชา สมัยนั้นมี “ผู้อพยพ” สูงที่สุดถึงเกือบ3หมื่นคน และเคยเป็นพื้นที่ปฏิบัติการของฝ่ายเขมรเพื่อต่อต้านรัฐบาลบริเวณนั้นเป็นพื้นที่ลุ่ม เพาะปลูกมีการทำการเกษตร
ทั้งนี้ ไทยเคยผลักดันปีพ.ศ. 2522 โดย “พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิตต์” ได้เข้าปฏิบัติการ และพยายามส่งกลับ “ผู้อพยพ”แต่ติดปัญหาเรื่อง “กับระเบิด” ซึ่งมีการเสียชีวิตบริเวณนั้นหลายคน จึงชะลอการส่งกลับในปีนั้น ต่อมาในปี 2523 ที่ รัฐบาลได้เปิดให้พื้นที่บริเวณนั้นเป็นพื้นที่ช่วยเหลือทางมนุษยธรรม มีองค์กร UNHCR และอีกหลายองค์กร เข้ามาร่วมช่วยเหลือ และยังเป็นพื้นที่ที่จะส่งอาหารเข้าไปช่วยเหลือคนอีก 2-3 แสนคน ทฝ่ายตรงกันข้ามเพื่อไม่ให้ทะลักเข้ามามากกว่านั้น และประสบความสำเร็จ
สามารถชะลอการทะลักของคนเขมรเข้ามาได้
“อ.ปณิธาน”ระบุด้วยว่า แต่ผลเสียก็มีเพราะเราส่งกลับเพื่อปิดค่ายได้ไม่หมด จนทำให้ยังคงเหลือจนถึงขณะนี้ประมาณเกือบ 200 ครอบครัว ที่ยังอยู่ในพื้นที่ประมาณ 2 ตารางกิโลเมตร แต่ไทยก็มีความพยายามต่อเนื่อง โดยที่ชัดเจนคือในปี 2557 รัฐบาลไทยเริ่มมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ กดดัน ทางฝ่ายกัมพูชาให้รับผู้อพยพเหล่านี้กลับไป ซึ่งกัมพูชาก็บ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด บอกว่า อยากจะตกลงใน JBC ให้หลักหมุดที่ 46 ,47 ถึง 48 ชัดเจนก่อน
แต่ขณะนี้ เมื่อมีการปะทะกันทางไทย ก็เริ่มสถาปนาพื้นที่ใหม่ได้แล้ว และเริ่มจัดระเบียบชายแดน มีคนไทยที่นั่นได้มีเอกสารสิทธิ์ นส.3 หลายราย เราเริ่มที่จะจัดการล้อมรั้วและพยายามที่จะ ผลักดันครอบครัวของชาวเขมรที่เหลือ ออกจากพื้นที่ ซึ่งต้องให้หลักการเจรจา ในการที่จะให้เขมรรับผู้อพยพที่เหลือประมาณ 4-500 คนนี้กลับไป
”อ.ปณิธาน”ระบุด้วยว่า พื้นที่นี้ สมัยก่อนเคยเป็นค่ายกองกำลังติดอาวุธ ไทยเคยปะทะ กับกองกำลังมีการเสียชีวิต เมื่อผลักดันไม่ได้ รัฐบาลไทยก็เปลี่ยนแนวให้นานาชาติเข้ามา ช่วยบริหารจัดการถือว่าสำเร็จ แต่อาจยังหลงเหลือมาถึงทุกวันนี้บ้าง จากหลายหมื่นคนเหลือหลักร้อย ก็ถือเป็นช่วงท้ายๆของค่ายผู้อพยพที่ถือเป็นตำนานที่เขาเรียกว่า “ค่ายแลนด์บริด” หรือ “สะพานชีวิต”
เพราะทุกองค์กรนานาชาติตอนนั้นส่งอาหารเข้าไปให้ชาวเขมรนับแสนคนที่อยู่ในช่วงสงครามผ่านช่องทางนี้ ถือเป็น “เขตกันชน” อีกเขตหนึ่ง ที่ต่อไปต้องจัดระเบียบทำให้เป็น “พื้นที่ปลอดภัยชัดเจน” มีเขตแดนชัดเจนมีเอกสารสิทธิของคนไทย แต่การปักปันเขตแดนไม่ได้ทำให้เสร็จ ทำให้เขมรไปอ้างว่าเป็นของเขา แต่ไม่ถือว่าเป็นปัญหามากถ้าเรายืนยัน แต่อาจต้องเจรจากับอาเซียน และหลายประเทศให้รับผู้อพยพเหล่านี้กลับไปถ้าจำเป็น จะให้ไทยรับภาระอยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews