ภาษีทรัมป์ เริ่ม 1 ส.ค.! EU ยอมลดภาษีเหลือ 15% ไทยยังไร้ดีล เสี่ยงโดนเต็ม 36% กระทบส่งออกหนัก
ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับ “ภาษีทรัมป์” ที่เหล่าบรรดาประเทศคู่ค้าจะถูกเรียกเก็บจากสหรัฐฯในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ล่าสุด ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้บรรลุข้อตกลงกับสหภาพยุโรปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยสินค้านำเข้า จากสหภาพยุโรป ที่ส่งไปขายในสหรัฐฯ จะเสียภาษีในอัตรา 15% ลดลงจากเดิมที่ “ประธานาธิบดีทรัมป์” ตั้งไว้ 30% แลกกับการที่ชาติสมาชิกอียู 27 ประเทศ จะเปิดเสรีตลาดสินค้าบางชนิดให้ผู้ส่งออกสัญชาติอเมริกัน ส่งสินค้าไปขายได้โดยไม่เสียภาษี
นอกจากนี้ สหภาพยุโรปตกลงที่จะซื้อผลิตภัณฑ์พลังงานจากสหรัฐมูลค่า 750,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 24 ล้านล้านบาท และลงทุน 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 19 ล้านล้านบาท ในสหรัฐฯเพิ่มเติมจากเดิม
กรอบการเจรจาการค้าดังกล่าวนั้น ทาง “ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล” กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้โพสต์ข้อความไว้อย่างน่าสนใจ โดยระบุว่า “สุดท้าย … ยุโรปก็ยอมเช่นกัน !!!!”
สำหรับเนื้อหาของโพสต์ “ดร.กอบศักดิ์” ชี้ว่า “ในข้อตกลงที่ ประธานาธิบดีทรัมป์ บอกว่า เป็น Giant Deal สำหรับสหรัฐ เป็น The Biggest Deal ของดีลทั้งหมด โดยยุโรปยอมเปิดตลาดทั้งหมด ของประเทศสมาชิก 27 ประเทศ คน 450 ล้านคน ให้กับสินค้าสหรัฐที่ 0%
ขณะเดียวกัน ยอมให้สหรัฐคิด Tariffs 15% บวกกับจ่าย Tariffs อัตราพิเศษ สำหรับ เหล็กกล้าและอลูมินัม ที่ประกาศสหรัฐประกาศแล้ว และยา ชิป อื่นๆ ที่จะประกาศต่อไป พร้อมสัญญาเพิ่มเติม ตามแบบดีลของญี่ปุ่น เพื่อให้ได้ 15% โดยสัญญาจะซื้อพลังงานจากสหรัฐ 7.5 แสนล้านดอลล่าร์ ลงทุนในสหรัฐอีก 6 แสนล้านดอลล่าร์ พร้อมซื้อยุทโธปกรณ์จากสหรัฐ ซึ่งรับกับการที่สมาชิก NATO ได้ตกลงจะจัดงบประมาณด้านกลาโหมให้มากขึ้น
ครั้นพอมีคนถามตรงๆ ว่า “ยุโรปได้อะไรจริงๆ จากดีลนี้” President of the European Commision บอกว่า “เรามีความไม่สมดุลทางการค้าระหว่างสหรัฐและยุโรป ข้อตกลงนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว การค้าจะได้เดินหน้าต่อไป เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองฝ่าย”
สรุปง่ายๆ ก็คือ ยุโรปยอมทุกอย่างเพื่อจะได้ค้าขายกับสหรัฐต่อ กล้ำกลืนยอมรับ Tariffs ที่ไม่สมดุล 15% ต่อ 0% ที่น่าจะเป็น One-side Deal ที่สหรัฐได้ข้างเดียว เพื่อสิทธิดังกล่าว
สำหรับไทย ดีลนี้ “ดร.กอบศักดิ์” ระบุว่า ก็มีความหมายอย่างยิ่งเช่นกัน เพราะสหภาพยุโรปก็มี 27 ประเทศมี หลายประเทศเป็นประเทศเล็กๆ ที่มีสินค้าคล้ายๆ กับไทย เป็นคู่แข่งของเรา เมื่อประเทศเหล่านี้ ได้ดีล 15% ก็จะเป็นแรงกดดันต่อภาคส่งออกไทยต่อไป
หลังจากนี้สหรัฐก็จะมีดีลอีก 2-3 ประเทศ ส่วนประเทศที่เหลือ ให้เตรียมรับจดหมายยืนยันอัตรา Tariffs ที่จะส่งไปให้ก่อน 1 สิงหาคม ที่จะไม่มีการเลื่อนออกไปที่รวมถึง จะแจ้งอีกร้อยกว่าประเทศที่ได้อัตราที่ Minimum ด้วยว่าจะจบที่เท่าไร มาลุ้นกันครับ”
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ “ดร.กอบศักดิ์” ได้เคยให้มุมมองเรื่องการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ โดยระบุว่า หากไทยถูกเก็บภาษีในอัตรา 36% จะกระทบกับเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยยะ โดยเฉพาะภาคการ ส่งออกซึ่งมีสัดส่วนเกือบ 60% ของ GDP แต่หากไทยถูกเก็บภาษีในอัตรา 25% ก็เชื่อว่าเอกชนสามารถปรับตัวได้
ด้านนักวิเคราะห์ ระบุว่า ผลการเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ก่อนภาษีจะมีผลบังคับใช้ 1 สิงหาคมนี้ จะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางการค้าระหว่างประเทศในอนาคตของไทย โดยปัจจุบันสหรัฐฯประกาศอัตราภาษี รอบใหม่เรียกเก็บไทยอยู่ในระดับเดิมที่ 36% ทำให้ไทยอาจกลายเป็นประเทศที่ถูกเก็บภาษีในอัตราสูงสุด เป็นอับดับ 4 ของโลก รองจากบราซิลที่ 50%, ลาว 40% และพม่า 40%
ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ ได้เผยตัวเลขการส่งออกไทยเดือนมิถุนายน 2568 ขยายตัวดีต่อเนื่องที่ 15.5%YoY โดยหากหักทองคำการส่งออกไทยจะขยายตัวอยู่ที่ 13.4%YoY ซึ่งภาพรวมการส่งออกทั้งปี 2568 ทางศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคงประมาณไว้ที่ 1.5% แต่ยังต้องติดตามผลการเจรจาอัตราภาษีที่ไทยจะได้รับในวันที่ 1 สิงหาคมนี้
อย่างไรก็ดี แม้ว่าไทยจะถูกเก็บภาษี สูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค แต่ผลกระทบต่อการส่งออกคงเพิ่มขึ้นจากที่ ประเมินไว้เดิมไม่มากนัก เนื่องจากสินค้าหลายรายการที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ไม่เข้าข่ายถูกเก็บภาษีภายใต้ ภาษีตอบโต้แบบเท่าเทียม (Reciprocal tariff ) แต่ถูกจัดเก็บภาษีเฉพาะรายอุตสาหกรรมตาม มาตรา 232 ซึ่งกำหนดอัตราเท่ากันทุกประเทศ
จากนี้ต่อไปจะต้องจับตาการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯอย่างใกล้ชิด เพราะประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้นำประเด็นความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชามาเป็นเงื่อนไขในการต่อรองเรื่องอัตราภาษีนำเข้านั่นเอง
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews