“ชูศักดิ์” ปธ.กมธ.นิรโทษกรรม ไม่ฟันธงผลศึกษาจะต้องออกกฎหมายหรือไม่ ขณะ “สมคิด” ชี้นิมิตรหมายดีทุกพรรคร่วม ด้าน “ยุทธพร” มองกฎหมายนิรโทษกรรมคือปลายทาง แต่สำคัญที่กระบวนการ ต้องเริ่มด้วยหลักอธิปไตย
นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม กล่าวถึงผลการประชุมนัดแรกว่า เป็นการเลือกตำแหน่งประธานและตำแหน่งต่างๆรวมถึงวางกรอบทำงาน ซึ่งในการพิจารณา ยังไม่ได้พูดคุยไปไกลถึงขั้นการออกร่างกฏหมายนิรโทษกรรม แต่จะพิจารณารายงานการศึกษาที่เกี่ยวกับนิรโทษกรรม พร้อมกล่าวขอบคุณทุกพรรคการเมืองที่เข้าร่วม ซึ่งมองว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่จะทำงานร่วมกัน และจะมีการเดินหน้าไปด้วยดี
โดยที่ประชุมมีมติเลือก นายชูศักดิ์ ศิรินิล เป็นประธานกรรมาธิการ มีรองประธานกรรมการ 6 คน ประกอบด้วย ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย,นายรังสิมันต์ โรม,นายประดิษฐ์ สังขจาย ,นายไพบูลน์ นิติตะวัน ,นายวิชัย สุดสวาสดิ์อละนางอังคณา นีละไพจิตร โดยมีนายนิกร จำนง เป็น เลขานุการคณะกรรมาธิการ
นอกจากนี้ ยังมีโฆษกกรรมาธิการ 5 คน ประกอบด้วย นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.ภูมิใจไทย ,นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.ก้าวไปล ,นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สส.เพื่อไทยและนายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ กรรมาธิการสัดส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติสำหรับมติที่ประชุมกรรมาธิการ กำหนดให้ประชุมทุกวันพฤหัสบดี ตั้งแต่เวลา 13:00 น. ที่ห้องประชุมกรรมาธิการ N407 ในการประชุมนัดแรกนอกจากการเลือกตำแหน่งประธานและรองประธานแล้วยังมีการกำหนดแนวทาง การประชุมเพื่อพิจารณาศึกษาด้วย
ด้านนายชูศักดิ์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า ได้เสนอกรอบการทำงาน เพื่อให้การทำงานบรรลุกฎหมาย ซึ่งในการประชุมครั้งหน้า ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิคือ ศาสตราจารย์คณิต ณ นคร , รองศาสตราจารย์โคทม อารียา ที่เคยมีประสบการณ์ ในการศึกษาเรื่องนิรโทษกรรมและการปรองดอง มาให้ความเห็นต่อกรรมาธิการ
ส่วนกรอบการทำงาน กรรมาธิการวางเป้าหมายจะหารือพูดคุยในรายละเอียดในการประชุมครั้งต่อไป พร้อมกับอ้างอิงความเห็นของสภาผู้แทนราษฎรที่ได้อภิปราย ซึ่งสะท้อนถึงความเห็นของทุกพรรคการเมืองเห็นด้วยกับการนิรโทษกรรม เพื่อนำไปสู่ความปรองดองของคนในชาติ ซึ่งบางพรรคการเมืองมีการเสนอร่างกฎหมายออกมาแล้ว
นายชูศักดิ์ ยังชี้ว่ากรรมาธิการจะต้องหารือให้ได้ข้อสรุปว่า ในท้ายที่สุด หากเห็นตรงกันว่าควรจะนิรโทษกรรม หรือจะไปถึงขั้นการยกร่างกฏหมายหรือไม่ เนื่องจากเป็นภารกิจตามที่ได้มีมติตั้งกรรมาธิการชุดนี้ขึ้นมา เพื่อศึกษาการตารางกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งเรื่องนี้เป็นหัวใจสำคัญจะต้องสอบถามให้เกิดความรอบคอบเพื่อจะได้เกิดแรงร่วมใจกันในการทำงานให้สำเร็จ
ส่วนการจะนิรโทษให้กลุ่มบุคคล ที่ต้องโทษคดีอาญามาตรา 112 หรือไม่ด้วยนั้นว่า จะต้องฟังความเห็นของกรรมาธิการ ขออย่าเพิ่งด่วนสรุป ประกอบกับพิจารณาสถานการณ์ทางการเมืองและสังคมในขณะนี้ซึ่งจะต้องดูให้เกิดความรอบด้าน อย่าถึงขั้นฟันธงว่า จะมีหรือไม่มีอะไร ขณะเดียวกัน เชื่อว่าผลการศึกษานิรโทษกรรมจากคณะกรรการต่างๆ นำมาพิจารณาศึกษาในชั้นกรรมาธิการได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องตั้งคณะอนุขึ้นมาเพิ่ม
ขณะที่รองศาสตราจารย์ ยุทธพร อิสรชัย รองศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในฐานะกรรมการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ มองจุดหมายปลายทาง การทำงานของกรรมาธิการ ไว้ว่า กฎหมายนิรโทษกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่จะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคม
แต่กฎหมายคือเรื่องปลายทาง เพราะเรื่องที่สำคัญที่สุด คือกระบวนการที่ต้องสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้น ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ที่พูดถึงเรื่องการสร้างความปรองดอง และความสมานฉันท์ แต่ปรากฏว่า ยังไม่เคยเห็นอะไรที่เป็นภาพเป็นผลชัดเจน
ดังนั้น จะต้องเริ่มต้นด้วยหลักอธิปไตยแบบปรึกษาหารือ เรามีคำตอบล่วงหน้าแล้ว จะแก้หรือไม่แก้เรื่องใด อยากให้มีหน้าตาของกฎหมายแบบไหน ตรงนี้ไม่ใช่ปัจจัยแห่งความสำเร็จแน่นอน แต่ปัจจัยแห่งความสำเร็จที่เกิดขึ้น คือกระบวนการพูดคุยหารือร่วมกัน ด้วยหลักประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม เปิดพื้นที่ให้คนทุกกลุ่มในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมือง ช่วงความขัดแย้งร่วมสมัยในประเทศไทยที่ผ่านมา
ทั้งนี้ เมื่อพูดถึงกฎหมายนิรโทษกรรม ในอดีตกลายเป็นเครื่องมือของคณะรัฐประหาร ทุกยุคทุกสมัย เพื่อใช้ในการนิรโทษกรรมตัวเอง ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าเราต้องมอง กฎหมายนิรโทษกรรมในลักษณะที่เป็นเครื่องมือร่วมกันของคนในสังคม เพื่อทางออกร่วมกัน ตนคิดว่านี่จะเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จ ของร่างกฎหมายนิรโทษกรรมในครั้งนี้ได้
ส่วนจะรวมการนิรโทษกรรมคดีความผิดตามกฏหมายอาญามาตรา 112 ด้วยหรือไม่นั้น กล่าวว่า ประเด็นเรื่อง ม.112 เป็นประเด็นที่มีความสำคัญประการหนึ่ง เพราะในระยะระยะเวลาที่ผ่านมามีบุคคลที่ต้องคดีเหล่านี้เป็นจำนวนมาก มีกระบวนการในการใช้กฎหมายให้กลายเป็นการเมือง จึงต้องพูดคุยกันอย่างมีวุฒิภาวะ มีการเปิดพื้นที่ในการรับฟังทุกฝ่าย ทั้งประชาชน และฝ่ายการเมือง หรือแม้กระทั่งการหยิบยกคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาประกอบในการพิจารณาด้วย เพราะฉะนั้น การพูด และมองอย่างรอบด้านในประเด็นนี้ จะต้องหาข้อสรุปที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน เพื่อให้สามารถคลี่คลายปมแห่งความขัดแย้งสำคัญตรงนี้ได้พอสมควร
อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อมั่นว่าการเปิดพื้นที่ทางการเมืองในครั้งนี้ เป็นการพูดถึงกฎหมายนิรโทษกรรมในสมัย และบรรยากาศที่มีความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการเปิดให้คนทุกกลุ่ม ร่วมกันแสดงความคิดเห็นได้อย่างกว้างขวาง อย่างมีวุฒิภาวะ
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews