น้ำมันขึ้น ของแพง ถูกหยิบยกพูดถึงกันอีกรอบ หลังจากกลุ่มโอเปกพลัสมีมติปรับลดกำลังการผลิตลง 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือนพฤศจิกายนนี้
ซึ่งการปรับลดกำลังการผลิตดังกล่าว ว่ากันว่า เป็นการปรับลดกำลังการผลิตครั้งใหญ่ที่สุดของกลุ่มโอเปกพลัส นับตั้งแต่ปี 2563 ประเด็นดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันดิบเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมาดีดตัวขึ้นอีก 1-2%
ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส ระบุว่า ก่อนหน้านี้ในช่วงปี 2563-2564 โอเปกพลัสเคยมีมติลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบเพื่อแก้ปัญหาราคาน้ำมันตกต่ำเช่นกัน โดยกรกฎาคม 2563 ปรับลด 9.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถัดมาสิงหาคม 2563 -ธันวาคมปีเดียวกัน ปรับลด 7.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน และในช่วงไตรมาส 1 ปี 2564 ปรับลดกำลังการผลิตราว 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ในช่วงเวลาดังกล่าวปรับขึ้น 62%
ดังนั้นในช่วงสั้นมีโอกาสที่จะเห็นแนวโน้มราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับขึ้นเข้าสู่ระดับใกล้ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ได้โดยยังมีแรงเสริมมาจากการเข้าสู่ฤดูหนาวของฝั่งยุโรป
สอดคล้องกับ โกลด์แมน แซคส์ รวมถึง มอร์แกน สแตนลีย์ ได้ประกาศปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ราคาน้ำมัน โดยมอร์แกน สแตนลีย์ คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ในไตรมาส 1 ปีหน้า 2566 เป็น 100 ดอลลาร์/บาร์เรล จาก 95 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
และถ้าราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งไปถึง 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลแล้ว ราคาน้ำมันในไทยจะเป็นอย่างไร เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ราคาขายปลีกในประเทศนั้น รัฐบาลนายกฯลุงตู่ ได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาพยุง โดยฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2565 ติดลบ 124,280 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบประมาณ 82,046 ล้านบาท และบัญชีก๊าซ LPG ติดลบ 42,234 ล้านบาท
สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถาม นายกสมาคมกิจการรถโดยสารประจำทางไทย “นายพิเชษฐ์ เจียมบุรเศรษฐ์” ถึงประเด็นน้ำมันดิบ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล โดยเขามองว่า ทุกอย่างอยู่ที่รัฐบาล แต่เมื่อราคาน้ำมันโลกแพงขึ้น แน่นอนย่อมส่งผลต่อราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทย แต่เชื่อหรือไม่ ราคาน้ำมันดีเซลจะไม่แพงไปกว่าลิตรละ 35 บาท นั่นเพราะรัฐบาลจะยังคงอุ้มต่อไป เนื่องจากดีเซลถือเป็นต้นทุนหลักในการขนส่งสินค้า เพราะถ้าปรับขึ้น ก็จะเป็นชนวนสำคัญทำให้สินค้าต่างๆพาเหรดขึ้นราคา ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาลแน่ ซึ่งในมุมมองของ “นายพิเชษฐ์” เชื่อว่า รัฐบาลจะตรึงดีเซลยาวไปจนถึงเลือกตั้งปีหน้า 2566
“อยู่ที่รัฐบาล ถ้ารัฐบาลเขา SUBSIDIZE ก็ไม่เป็นไร เหมือนกับที่คราวที่แล้วรัฐบาลดูที่ 29 บาท เราก็ยังแบกอยู่ได้ แล้วก็ปรับขึ้นมา 34 บาท เราถึงต้องปรับค่าโดยสาร 5 สตางค์/กม. ก็เหมือนกันถ้ารัฐบาล SUBSIDIZE ผมว่า รัฐบาลไม่กล้าขึ้น ขึ้นแล้วเนี้ย ทุกอย่างก็ขึ้นหมด แล้วเขาก็จะเลือกตั้ง นี่พูดจริงๆ เลือกตั้งไม่กล้าขึ้นครับ”
จากนี้ต่อไปจะต้องติดตามราคาน้ำมันในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด เพราะการที่ราคาน้ำมันดิบแตะ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลนั้น ย่อมกดดันเศรษฐกิจโลก ซึ่งเชื่อมโยงต่อประเทศไทยที่มีปากท้องของประชาชนและคะแนนนิยมของรัฐบาลนายกฯลุงตู่นั่นเอง
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews