ตร.-ทหาร ทลายเครือข่ายขนต่างด้าวที่สังขละบุรี

ข่าว

ตำรวจชุดเฉพาะกิจสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บูรณาการร่วมกับทหารกองกำลังสุรสีห์ เปิดปฏิบัติการฟ้าสางที่สังขละบุรี นำกำลังพร้อมหมายศาลบุกเข้าค้นเป้าหมาย 7 จุด ทลายเครือข่ายขนแรงงานต่างด้าว และเครือข่ายที่มีความเชื่อมโยง เป้าหมายสำคัญมี 4 เป้าหมาย อยู่ในต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เป้าหมายแรก เป็นบ้านของ นายพันธ์ภัทร ซึ่งจากสืบสวนทราบว่ามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายขนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายเข้ามาในประเทศไทย แต่จากการเข้าตรวจค้นบ้านพัก ไม่พบนายพันธ์ภัทร มีเพียงภรรยากับลูกพักอาศัยอยู่ภายในบ้านเท่านั้น ตำรวจจึงแสดงหมายค้นของศาลจังหวัดทองผาภูมิ เพื่อตรวจค้นหาสิ่งผิดกฎหมาย โดยให้นางดงโท ภรรยานายพันธ์ภัทร เป็นผู้นำตรวจค้น นางดงโท บอกว่า นายพันธ์ภัทร ได้ออกจากบ้านไปหาปลาตั้งแต่เมื่อคืนนี้ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ ขณะที่ปฏิเสธเกี่ยวข้องกับการขนแรงงานต่างด้าว โดยครอบครัวมีอาชีพนำเที่ยวและขายสินค้าออนไลน์ หลังตรวจค้นตำรวจได้ยึดโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง และสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายไปตรวจสอบ เพื่อหาความเชื่อมโยง ซึ่งนางดงโท ให้ความร่วมมืออย่างดี อีกจุดสำคัญ คือ บ้านของ นางสาวกรณิภา หรือ มะปิ่น เคยถูกจับดำเนินคดีฐานลักลอบขนแรงงานต่างด้าว เมื่อเดือนกรกฎาคม ปีที่แล้ว ขณะกำลังพาแรงงานต่างด้าวลงเรือไปส่งที่อำเภอทองผาภูมิ ก่อนเดินทางเข้าเมืองกาญจนบุรี และขึ้นรถโดยสารต่อไปยังพื้นที่ภาคกลาง ภายหลัง ตำรวจได้คุมตัว “มะปิ่น” มาสอบปากคำเพิ่มเติมที่สภ.สังขละบุรี เพื่อขยายผลเกี่ยวกับเครือข่าย เพราะจากข้อมูลเชิงลึก พบพัวพันกับกลุ่มข้าราชการ ร่วมกันกระทำผิดด้วย “มะปิ่น” ยอมให้ข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่าย ระบุว่า มีผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ รวมไปถึงตำรวจอย่างน้อย 2 นาย เข้ามาเกี่ยวข้อง เรียกรับผลประโยชน์ โดยผู้ใหญ่บ้านคิดค่าขนแรงงานไปลงเรือในจุดระยะสั้นจำนวน 2,000 บาท ส่วนตำรวจ ตัวย่อ ส. รับส่วยแรงงานหัวละ 300 บาท ตัวย่อ ร. หัวละ 500 บาท นอกจากนี้ตำรวจ-ทหารยังได้นำกำลังเข้าตรวจค้นเครือข่ายโจรกรรมรถจักรยานยนต์ข้ามประเทศ ในพื้นที่ ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี ด้วย เพราะเชื่อว่า มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายขนแรงงานต่างด้าว ซึ่งสามารถยึดรถจักรยานยนต์ได้กว่า 10 คัน สำหรับการตรวจค้นครั้งนี้ เป็น 1 ในมาตรการเชิงรุก ป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่เป็นสาเหตุในการแพร่ระบาดระลอก 2 ซึ่ง อ.สังขละบุรี มีชายแดนติดกับประเทศเมียนมา จึงกลายเป็นช่องทางผ่านเข้ามาของแรงงานผิดกฎหมาย ทั้งใช้วิธีนอนราบกับท้องเรือเพื่อหลบด่านความมั่นคงของทหาร และเดินอ้อมด่านหลบเลี่ยงการจับกุม

ปิดโหมดสีเทา