“สีหศักดิ์” โต้รายงาน”แอนดรูวส์”ยันไม่ใช่รายงาน UN

การเมือง ข่าว
“สีหศักดิ์” โต้รายงาน”แอนดรูวส์”ยันไม่ใช่รายงาน UN กังขาความเป็นกลางผู้จัดทำ ชี้ กัมพูชาใช้ขยายผลทางการเมือง พร้อมย้ำไทยไม่เคยผลักดันแรงงานกัมพูชากลับประเทศ

 

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวชี้แจงกรณีรายงานของนายทอม แอนดรูวส์ ผู้รายงานพิเศษด้านสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา ซึ่งมีเนื้อหาพาดพิงประเทศไทยในหลายประเด็น โดยยืนยันว่า รัฐบาลไทยไม่เห็นด้วยและไม่ยอมรับเนื้อหาดังกล่าว พร้อมระบุว่า กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนไปก่อนหน้านี้แล้ว พร้อมย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สังคมต้องเข้าใจคือ รายงานฉบับดังกล่าวไม่ใช่รายงานขององค์การสหประชาชาติ (UN) แต่เป็นรายงานที่นายทอม แอนดรูวส์ จัดทำขึ้นตามอาณัติของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights Council) ซึ่งยังต้องเข้าสู่กระบวนการอภิปรายและพิจารณาของประเทศสมาชิกก่อน จึงจะถือเป็นเอกสารที่ได้รับการรับรอง โดยประเทศไทยในฐานะประเทศสมาชิกสหประชาชาติ จะใช้เวทีดังกล่าวชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมโต้แย้งข้อมูลที่เห็นว่าไม่ถูกต้องเมื่อรายงานเข้าสู่การประชุมของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ

 

นายสีหศักดิ์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ระบุว่า หลักการสำคัญของผู้รายงานพิเศษคือ ต้องมีความเที่ยงธรรม เป็นกลาง และไม่ลำเอียง แต่ในกรณีนี้ ฝ่ายไทยมีข้อกังวลว่า นายแอนดรูวส์จัดทำรายงานที่มีการกล่าวถึงประเทศไทย ทั้งที่หน้าที่หลักคือการติดตามสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา และไม่ได้สอบถามหรือรับฟังข้อมูลจากฝ่ายไทยก่อนเผยแพร่รายงาน โดยรัฐบาลไทย จึงตั้งข้อสังเกตว่าการจัดทำรายงานดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับหลักความเป็นกลางที่ผู้รายงานพิเศษควรยึดถือ

นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวอีกว่า หลังรายงานเผยแพร่ออกมา ฝ่ายกัมพูชาได้นำบางประเด็นไปขยายผลอย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้ในการประชาสัมพันธ์และโฆษณาชวนเชื่อเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศได้ลงนามข้อตกลงร่วมกัน เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ และเดินหน้าแก้ไขปัญหาชายแดนทั้งทางบกและทางทะเลผ่านกระบวนการเจรจาโดยสันติ

 

นายสีหศักดิ์ เห็นว่า การนำรายงานดังกล่าวมาขยายผลโจมตีประเทศไทย สวนทางกับเจตนารมณ์ของข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายร่วมลงนามไว้ และไม่ต้องการให้รายงานฉบับนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

 

สำหรับข้อกล่าวหาที่ระบุว่า มีชาวกัมพูชาจำนวนมากกลายเป็นผู้ไร้ที่อยู่อาศัยจากสถานการณ์ชายแดน นายสีหศักดิ์ ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสูงเกินข้อเท็จจริง และอาจนับรวมผู้ที่ลักลอบเข้ามาในประเทศไทยแต่ไม่ยอมเดินทางกลับประเทศ ซึ่งไม่เข้าข่ายผู้พลัดถิ่นภายในประเทศตามหลักสากล พร้อมกันนี้ ยังเรียกร้องให้ประชาคมโลกมองเห็นผลกระทบที่ประเทศไทยได้รับเช่นกัน โดยเฉพาะประชาชนไทยกว่า 400,000 คน ที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่เนื่องจากเหตุปะทะบริเวณชายแดน และขอย้ำว่า ประเทศไทยต้องรับภาระดูแลประชาชนของตนเอง ขณะเดียวกัน รัฐบาลกัมพูชาก็ควรรับผิดชอบดูแลประชาชนของตนเองเช่นกัน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากรายงานต้องการสะท้อนสถานการณ์อย่างเป็นธรรม ก็ควรกล่าวถึงความสูญเสียของฝ่ายไทยด้วย

ในประเด็นแรงงานกัมพูชา นายสีหศักดิ์ ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าประเทศไทยผลักดันแรงงานกลับประเทศจนสร้างภาระแก่รัฐบาลกัมพูชา โดยยืนยันว่า ไทยไม่เคยมีนโยบายผลักดันแรงงานกัมพูชากลับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานที่ถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมาย แต่เป็นรัฐบาลกัมพูชาเองที่เรียกร้องให้แรงงานของตนเดินทางกลับประเทศ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาระด้านการดูแลในเวลาต่อมา

 

นายสีหศักดิ์ ระบุเพิ่มเติมว่า ในรายงานมีการกล่าวถึงประเด็นเสรีภาพทางการเมือง สิทธิมนุษยชน และอาชญากรรมข้ามชาติ แต่ยังให้ความสำคัญกับปัญหาขบวนการสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์ในกัมพูชาไม่มากเพียงพอ ทั้งที่ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อกังวลของประชาคมโลก และยังถูกบรรจุไว้ในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ซึ่งประเทศไทยต้องการผลักดันให้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติหยิบยกเข้าสู่การประชุมในสมัยหน้า พร้อมผลักดันให้มีมติที่ชัดเจน เพื่อให้กัมพูชาดำเนินมาตรการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง

 

นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ เปิดเผยว่า กระทรวงการต่างประเทศจะจัดทำหนังสือถึงคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ รวมถึงสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและจุดยืนของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

 

ส่วนกรณีที่กัมพูชายังคงอ้างอิงแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ในประเด็นพื้นที่ชายแดนนั้น นายสีหศักดิ์ ระบุว่า แผนที่ดังกล่าวเป็นเพียงเอกสารส่วนหนึ่งในสนธิสัญญา ขณะที่ยังมีเอกสารและหลักฐานอื่นที่ต้องนำมาประกอบการพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นหลักสันปันน้ำและแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นจุดยืนที่รัฐบาลไทยยืนยันมาโดยตลอดในการเจรจาเรื่องเขตแดนระหว่างสองประเทศ

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่