นายกฯ สั่งทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ปล่อยผู้ที่สมควรได้รับสิทธิหลุดจากระบบ ลั่น คดีโกงสอบท้องถิ่นเริ่มกระจ่าง สาวถึงใครโดนหมด ย้ำเช็กเส้นเงินเป็นหน้าที่ ปปง. ต่อให้เป็นรัฐมนตรีก็ไม่มีละเว้น
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นว่า ขณะนี้หลายประเด็นเริ่มมีความชัดเจนแล้ว และทุกอย่างจะดำเนินไปตามกระบวนการกฎหมายอย่างโปร่งใส โดยรัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) วันที่ 23 กรกฎาคม จะเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ ส่วนตนจะเข้าร่วมเป็นประธานหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากเอกสารและความจำเป็น พร้อมย้ำว่า เมื่อสถานการณ์เริ่มกระจ่างแล้ว ควรปล่อยให้ทุกฝ่ายดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม
สำหรับประเด็นการเพิกถอนรายชื่อผู้สอบผ่านหรือการยกเลิกผลสอบ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังเป็นเรื่องที่ต้องรอการพิจารณาตามกระบวนการของ กสถ. และ ก.กลาง รวมถึงการตีความข้อกฎหมาย โดยผู้ได้รับผลกระทบยังสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์หรือร้องเรียนได้ตามกฎหมาย
นายอนุทิน เปิดเผยว่า นอกจากผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมแล้ว ขณะนี้ยังมีการสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง โดยมีทั้งตำรวจสอบสวนกลาง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันดำเนินคดีเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ และสร้างความเชื่อมั่นว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก
ทั้งนี้ เมื่อถูกถามถึงข้อครหาว่าคดีอาจเชื่อมโยงนักการเมืองหรือพรรคการเมือง นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนในการปราบปรามการทุจริต และจะไม่ยอมให้มีการบรรจุข้าราชการจากการสอบที่ไม่เป็นธรรม โดยย้ำว่า “สอบได้ต้องได้ สอบตกต้องตก” ทุกอย่างต้องเป็นไปตามลำดับคะแนนและหลักเกณฑ์ที่กำหนด ส่วนการขยายผลไปยังผู้บงการหรือผู้มีอำนาจอยู่เบื้องหลัง นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า “สาวถึงใครก็ต้องโดนคนนั้น” ไม่ว่าจะเป็นบุคคลใด โดยเชื่อมั่นว่าทั้ง ป.ป.ช. ตำรวจ ป.ป.ท. และคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง มีศักยภาพในการสืบสวนจนถึงตัวผู้กระทำผิดทั้งหมด
สำหรับการตรวจสอบเส้นทางการเงิน นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งจากฝ่ายการเมือง เพราะเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หากพบธุรกรรมทางการเงินที่มีความผิดปกติ ระบบก็จะดำเนินการตรวจสอบโดยอัตโนมัติ
ขณะเดียวกัน เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวที่อ้างว่ามีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปถึงรัฐมนตรีในทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ตอบสั้น ๆ ว่า “จะตึกสีขาว ตึกสีครีม ถ้าไปถึงใคร ก็เป็นไปตามกรรม” พร้อมย้ำว่า หากหลักฐานสาวไปถึงบุคคลใด จะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้น
ทั้งนี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการทบทวนหลักเกณฑ์ผู้มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ภายหลังประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติผู้มีสิทธิได้รับบัตรสวัสติการแห่งรัฐ ประจำปี 2569 โดยระบุว่า จากเสียงสะท้อนของประชาชนพบว่ายังมีผู้เดือดร้อนจำนวนหนึ่งไม่ผ่านการคัดกรอง ทั้งที่ยังมีความเดือดร้อนและมีความจำเป็น ต้องได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐ เช่น ผู้ที่มีชื่อครอบครองรถเก่าที่หมดสภาพใช้งานแล้วแต่ยังมีข้อมูลค้างในทะเบียน หรือผู้ที่กำลังศึกษาต่อเพื่อพัฒนาตนเอง ซึ่งหลักเกณฑ์ปัจจุบันยังไม่สะท้อนสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริง
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ประชาชนไม่ควรเป็นฝ่ายวิ่งเข้าหารัฐหรือรอการอุทธรณ์ แต่หน่วยงานของรัฐต้องเป็นฝ่ายเข้าหาประชาชน ลงพื้นที่ค้นหา รับฟัง และแก้ไขปัญหาเชิงรุก เพื่อไม่ให้ผู้ที่สมควรได้รับความช่วยเหลือต้องหลุดจากระบบ
พร้อมมอบหมายให้
– กระทรวงมหาดไทย บูรณาการการทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานในพื้นที่ เร่งสำรวจผู้ที่ไม่ผ่านการคัดกรองแต่ยังมีเหตุอันควรได้รับความช่วยเหลือ และส่งข้อมูลให้กระทรวงการคลังพิจารณาโดยเร็ว
– กรมการขนส่งทางบก เร่งปรับปรุงฐานข้อมูลทะเบียนรถให้เป็นปัจจุบัน พร้อมลดภาระประชาชนในการจำหน่ายทะเบียนหรือยกเลิกทะเบียนรถที่หมดสภาพ และเร่งเสนอแก้ไขกฎหมายหรือระเบียบที่เป็นอุปสรรค
– กระทรวงการคลัง เร่งทบทวนหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้มีสิทธิให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและสภาพความเดือดร้อนในปัจจุบัน ตรวจสอบหลักเกณฑ์ที่อาจทำให้ผู้สมควรได้รับสิทธิหลุดจากระบบ และเสนอแนวทางปรับปรุงต่อคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news