“อภิสิทธิ์” ชำแหละงบฯ ปี 70 มองไม่เห็นอนาคต ซัดเป็นงบ “หาเช้ากินค่ำ” เตือนหนี้สาธารณะเสี่ยงพุ่งแตะ 90% จี้ปฏิรูปภาษี-ผ่าตัดโครงสร้างการคลัง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยระบุว่า งบประมาณฉบับนี้สะท้อนภาพการคลังของประเทศที่ “มองไม่เห็นอนาคต” เพราะโครงสร้างงบประมาณถูกใช้ไปกับรายจ่ายประจำและการชำระหนี้เป็นหลัก จนแทบไม่เหลือพื้นที่สำหรับการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว พร้อมเตือนว่าหากรัฐบาลไม่เร่งปฏิรูปโครงสร้างรายได้และรายจ่ายของรัฐ หนี้สาธารณะอาจพุ่งแตะ 80-90% ภายใน 5-10 ปีข้างหน้า
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ปัญหาไม่ได้เกิดจากรัฐบาลชุดปัจจุบันเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลสะสมจากโครงสร้างงบประมาณที่หมักหมมมานาน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีหน้าที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาและวางรากฐานให้ประเทศสามารถเดินหน้า ต่อได้ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกและวิกฤตที่กำลังเผชิญ โดยปัจจุบันรายได้จากการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลเพียงพอสำหรับรายจ่ายประจำและการชำระหนี้เท่านั้น ขณะที่งบลงทุนต้องพึ่งพาการกู้เงินทั้งหมด สะท้อนว่าศักยภาพ
ในการหารายได้ของรัฐอยู่ในระดับจำกัด โดยสัดส่วนการจัดเก็บภาษีต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อยู่ที่เพียง 14.6% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์
นายอภิสิทธิ์ เรียกร้องให้รัฐบาลเดินหน้าปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ เพื่อรองรับภาระด้านสวัสดิการของประชาชนที่เพิ่มขึ้น พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า งบประมาณปี 2570 ยังไม่สามารถเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้ถึง 1,000 บาท ไม่ได้เพิ่มเบี้ยคนพิการ และยังไม่สามารถผลักดันเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้าได้ พร้อมระบุว่าหากไม่ปฏิรูปภาษี เป้าหมายด้านสวัสดิการเหล่านี้ก็จะยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้
ในส่วนของโครงสร้างงบประมาณ นายอภิสิทธิ์ชี้ว่า งบบุคลากรเพิ่มขึ้น 3.8% และงบเงินอุดหนุนเพิ่มขึ้น 5.6% แต่รายจ่ายลงทุนกลับลดลงถึง 13.1% ทำให้แทบไม่มีโครงการลงทุนใหม่ที่เป็นรูปธรรม แม้รัฐบาลจะมีแผนกู้เงินเพิ่มอีก 400,000 ล้านบาท แต่ส่วนใหญ่กลับเป็นมาตรการส่งเสริมการนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้า มากกว่าการลงทุนเพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศ ขณะที่โครงการร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน (PPP) ก็ยังไม่เห็นความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
นายอภิสิทธิ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า งบประมาณด้านบุคลากรหลายรายการยังตั้งไว้ต่ำกว่ารายจ่ายจริง เช่น งบบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และค่ารักษาพยาบาลของภาครัฐ พร้อมเสนอให้รัฐบาลกำหนดทิศทางการบริหารกำลังคนภาครัฐและปฏิรูประบบสวัสดิการสำหรับข้าราชการรุ่นใหม่ เพื่อลดภาระงบประมาณในระยะยาว
สำหรับสถานะหนี้สาธารณะ นายอภิสิทธิ์ระบุว่า แม้ตัวเลขในเอกสารงบประมาณจะอยู่ที่ 66.4% ของ GDP แต่หากรัฐบาลกู้เงินเพิ่มเติมครบ 400,000 ล้านบาท หนี้จะขยับเข้าใกล้ระดับ 69% และหากรวมภาระหนี้ตามมาตรา 28 ของกฎหมายวินัยการเงินการคลัง ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านบาท จะทำให้ภาระหนี้ที่แท้จริงทะลุ 70% แล้ว พร้อมเตือนว่าหากรายได้ของรัฐไม่เติบโตเฉลี่ยเกิน 4% ต่อปี หนี้สาธารณะมีโอกาสพุ่งแตะ 80-90% ภายใน 5-10 ปี
นายอภิสิทธิ์ ยังวิจารณ์การจัดสรรงบประมาณให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ได้รับงบเพิ่มขึ้น โดยเห็นว่าแม้การลงทุนด้านระบบคลาวด์จะมีความจำเป็น แต่รัฐบาลยังไม่มีวิสัยทัศน์หรือยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ พร้อมมองว่าหลายหน่วยงานเพียงนำคำว่า “AI” มาใช้ตามกระแส โดยยังไม่เห็นแผนการลงทุนที่ชัดเจนว่าจะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อย่างไร
ช่วงท้าย นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า แม้เอกสารงบประมาณจะระบุหลักการบริหารงบประมาณตามแนวคิด “5T” ทั้งความตรงเป้าหมาย ความโปร่งใส การรับมือวิกฤต การสร้างการเปลี่ยนแปลง และการระดมความร่วมมือ แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาของงบประมาณกลับไม่พบการจัดสรรงบที่ตอบโจทย์ดังกล่าว พร้อมสรุปว่า พรรคประชาธิปัตย์ยัง “มองไม่เห็นอนาคต” จากร่างงบประมาณฉบับนี้ และมองว่าเป็นเพียงงบประมาณแบบ “หาเช้ากินค่ำ” ที่เน้นประคองสถานการณ์มากกว่าการสร้างอนาคตของประเทศ
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews