ฝ่ายค้านรุมสับ พ.ร.บ.โอนงบ 1.03 หมื่นล้าน “ศิริกัญญา” ชี้ รับมือ “วิกฤตรัฐบาล” ไม่ใช่วิกฤตประเทศ ส่อปัญหาการเงินหนัก ด้าน “กรณ์” มองเป็นแค่เครื่องมือแก้เขินคดีเงินกู้
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงิน 10,328 ล้านบาท นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายวิพากษ์วิจารณ์การโอนงบประมาณของรัฐบาลอย่างหนัก โดยระบุว่า การดำเนินการครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อรองรับวิกฤตพลังงานหรือวิกฤตค่าครองชีพตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง แต่เป็นการแก้ปัญหาวิกฤตทางการเงินของรัฐบาลเองที่กำลังเผชิญภาระหนี้สินจำนวนมากในอนาคต โดยก่อนหน้านี้เคยเตือนรัฐบาลแล้วว่าการโอนงบประมาณในช่วงปลายปีงบประมาณอาจไม่คุ้มค่า เนื่องจากเหลือเวลาใช้งบประมาณปี 2569 ไม่มากนักก่อนเข้าสู่ปีงบประมาณใหม่ พร้อมตั้งคำถามว่ารัฐบาลกำลังประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินหรือไม่ เพราะยังมีภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมากที่รออยู่ ทั้งหนี้โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ค่าชดเชยคดีคลองด่าน งบเยียวยาภัยพิบัติ ตลอดจนภารกิจด้านความมั่นคงบริเวณชายแดน
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า งบประมาณที่ถูกโอนถึงร้อยละ 93 เป็นงบลงทุน ซึ่งหากดำเนินการตามแผนเดิมจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากกว่าการนำไปใช้ในลักษณะอื่น ขณะเดียวกันรัฐบาลอ้างว่าต้องการสำรองงบไว้รองรับภัยพิบัติในอนาคต แต่กลับตัดงบจากแผนบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งถือเป็นงบที่มีความจำเป็นโดยตรงต่อการป้องกันและรับมือภัยพิบัติ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า มีหลายโครงการที่ยังไม่ได้ลงนามสัญญาแต่ไม่ได้ถูกนำมาปรับโอนงบประมาณ รวมถึงงบประมาณของศาลและองค์กรอิสระที่มีปัญหาการเบิกจ่ายล่าช้า หรือมีงบส่วนเกินที่ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้ แต่รัฐบาลกลับไม่กล้าปรับลดงบประมาณจากหน่วยงานเหล่านี้

ทั้งนี้ ถ้ารัฐบาลเป็นบริษัทเอกชน สถานการณ์แบบนี้ถือว่าเริ่มมีปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ใช้จ่ายเกินตัว มีภาระหนี้ทั้งจากคู่ค้าและคู่ความจำนวนมาก พร้อมระบุว่า แม้คณะกรรมาธิการจะไม่สามารถแก้ไขสาระสำคัญของร่างกฎหมายได้ เนื่องจากติดข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 แต่สภาผู้แทนราษฎรยังมีหน้าที่ต้องสะท้อนข้อกังวลต่อการบริหารงบประมาณของรัฐบาล
ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า โดยหลักการแล้ว ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณถือเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลสามารถใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงบประมาณและปรับการใช้จ่ายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศได้ โดยมองว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้มีขนาดเล็กเกินไปและออกมาในช่วงเวลาที่ล่าช้า จนแทบไม่มีผลต่อการแก้ปัญหาของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเปรียบเทียบว่า “เหมือนเด็กมาเล่นขายของ” เพราะวงเงินที่โอนมีจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับปัญหาที่รัฐบาลกำลังเผชิญ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณครั้งนี้ อาจมีเป้าหมายทางการเมืองมากกว่าทางเศรษฐกิจ โดยเป็นความพยายามของรัฐบาลในการแสดงให้เห็นว่าได้ใช้เครื่องมือทุกอย่างแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้มีการออกพระราชกำหนดเงินกู้ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ และเชื่อว่านี่เป็นการแก้เขินจากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และเป็นการแก้ต่างต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อแสดงว่ารัฐบาลได้ใช้ทุกเครื่องมือทางการคลังแล้วก่อนจะออก พ.ร.ก.เงินกู้

นายกรณ์ ยังระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤตตามที่รัฐบาลอ้าง โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจจากร้อยละ 1 เป็นร้อยละ 2 ขณะที่การจัดเก็บรายได้ภาครัฐยังเป็นไปตามเป้าหมาย และสถานการณ์ราคาพลังงานเริ่มคลี่คลายลงแล้ว จึงมองว่าเงื่อนไขด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจอาจไม่เพียงพอสำหรับการออกพระราชกำหนดเงินกู้ ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดวินิจฉัยกรณีพระราชกำหนดเงินกู้ดังกล่าวในวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 โดยนายกรณ์เสนอแนะว่าหลังจากโอนงบประมาณแล้ว รัฐบาลไม่ควรเร่งใช้จ่ายทันที เพราะหากในอนาคตไม่สามารถใช้พระราชกำหนดเงินกู้ได้จริง งบประมาณก้อนนี้จะมีความสำคัญต่อการบริหารประเทศอย่างมาก
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews