ปชน.เปิดยุทธศาสตร์TH-AI 5 ชั้น ปั้นไทยจากผู้ซื้อสู่ผู้สร้าง

ข่าว

 

พรรคประชาชน เปิดยุทธศาสตร์ TH-AI 5 ชั้น ปั้นไทยจากผู้ซื้อสู่ผู้สร้าง AI ตั้งคำถามงบ TH-AI Passport-เงินกู้ 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงานหรือเอื้อธุรกิจการเมือง

 

 

พรรคประชาชน จัดเวทีแสดงวิสัยทัศน์ด้านนโยบายดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายใต้หัวข้อ “ในวันที่ AI กำลังเปลี่ยนโลก ประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงไหน” นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายธีระชาติ ก่อตระกูล และนายนิธิกร บุญยกุลเจริญ อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัลร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

นายณัฐพงษ์ กล่าวนำเสนอแนวคิด “TH-AI” ซึ่งต้องการสะท้อนภาพยุทธศาสตร์ AI ของประเทศ โดยตั้งข้อสังเกตว่าคณะกรรมการ AI แห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ยังไม่มีการประชุมเพื่อปรับทิศทางนโยบาย AI ของประเทศ แม้รัฐบาลจะผลักดันโครงการ TH-AI Passport อย่างต่อเนื่อง หากพรรคประชาชนมีโอกาสจัดทำแผน AI แห่งชาติใหม่ จะยึดเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การเปลี่ยนประเทศไทยจาก “ผู้ซื้อ” เป็น “ผู้สร้าง” เทคโนโลยี AI การลงทุนที่สามารถสร้างผลต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมอื่น (Spillover Effect) และการเพิ่มอำนาจต่อรองของประเทศไทยท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของโลก

 

 

นายณัฐพงษ์มองว่า งบประมาณกว่า 1,500 ล้านบาทของโครงการ TH-AI Passport เป็นการลงทุนในลักษณะ “ซื้อ” เทคโนโลยีจากต่างประเทศมากกว่าการสร้างขีดความสามารถภายในประเทศ พร้อมตั้งคำถามถึงกระบวนการใช้งบประมาณของกองทุนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง

พร้อมกันนี้ ยังแสดงความกังวลต่อแผนการกู้เงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดวงเงิน 200,000 ล้านบาท โดยตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการใช้จ่ายผ่านพระราชกำหนดเงินกู้อาจขาดการตรวจสอบจากรัฐสภา และตั้งคำถามว่าการลงทุนดังกล่าวเป็นไปเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานจริง หรืออาจมีความเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางธุรกิจและการเมือง

 

 

สำหรับยุทธศาสตร์ TH-AI ที่พรรคประชาชนนำเสนอ แบ่งออกเป็น 5 ชั้น ประกอบด้วย

ชั้นที่ 1 “พลังงานสะอาด” (Clean Energy) มุ่งวางบทบาทประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดของภูมิภาค รองรับความต้องการของอุตสาหกรรมดิจิทัลและศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในอนาคต โดยเสนอให้เปิดเสรีด้านพลังงานและดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน

ชั้นที่ 2 “อุตสาหกรรมชิป” (Semiconductor) สนับสนุนให้ประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีใหม่ เช่น Photonics หรือการสื่อสารด้วยแสง เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในอนาคต

 

 

 

ชั้นที่ 3 “ข้อมูล” (Data) เน้นการสร้างอธิปไตยทางข้อมูลของประเทศ โดยผลักดันการพัฒนาฐานข้อมูลคุณภาพสูงในด้านการเงิน สุขภาพ การศึกษา และการเดินทาง เพื่อเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนา AI ของไทย

ชั้นที่ 4 “อัลกอริทึม” (Algorithm) เสนอให้ประเทศไทยพัฒนาโมเดล AI เฉพาะทางที่ตอบโจทย์ประเทศ แทนการแข่งขันสร้างโมเดลขนาดใหญ่กับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น AI วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม หรือ AI ที่สามารถเรียนรู้ระบบกฎหมายและกระบวนการราชการไทย

และชั้นที่ 5 “แอปพลิเคชัน” (Application) มุ่งพัฒนา AI เพื่อแก้ปัญหาภาครัฐและยกระดับบริการสาธารณะ เช่น ระบบตรวจจับการทุจริต การวิเคราะห์โครงการจัดซื้อจัดจ้าง และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานรัฐ

 

 

นายณัฐพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า แผน AI แห่งชาติที่ดีไม่ควรเป็นเพียงการนำเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาแจกจ่ายให้ประชาชนใช้ แต่ภาครัฐควรทำหน้าที่เป็น “ลูกค้ารายแรก” ของนวัตกรรมที่พัฒนาโดยคนไทย เพื่อสร้างระบบนิเวศด้าน AI ที่เข้มแข็งและผลักดันให้ประเทศไทยก้าวจากการเป็นผู้ซื้อ ไปสู่การเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีในอนาคต

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

ปิดโหมดสีเทา