กมธ.การเงินการคลังฯ รับสอบซื้อคลังน้ำมัน 9,000 ล้าน

การเมือง ข่าว
กมธ.การเงินฯ รับสอบปมซื้อคลังน้ำมัน 9,000 ล้าน “BCPG” หลังผู้ถือหุ้นรายย่อยร้องพิรุธราคาพุ่ง 3 เท่า จี้ตรวจเส้นเงิน-ทุนเทาในตลาดหุ้น

 

นายกรณ์ จาติกวณิช กรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน รับหนังสือร้องเรียนจากเครือข่ายปกป้องประโยชน์ผู้ถือหุ้นรายย่อยในตลาดทุนไทย และเครือข่ายผู้ถือหุ้นรายย่อย บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เพื่อขอให้ตรวจสอบการเข้าซื้อคลังน้ำมันมูลค่า 9,000 ล้านบาทของบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG รวมถึงตรวจสอบกรณีทุนข้ามชาติและทุนสีเทาที่เข้ามาลงทุนในตลาดทุนไทย

 

โดยนายดิษเดช หิรัญจิรคุณ ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ กล่าวว่า ผู้ถือหุ้นรายย่อยได้รับผลกระทบและเกิดข้อสงสัยจากการเข้าซื้อคลังน้ำมันในจังหวัดเพชรบุรีของ BCPG ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ BCP โดยมีข้อมูลว่าเมื่อปี 2553 ทรัพย์สินดังกล่าวเคยถูกเสนอขายให้ BCP ในราคาประมาณ 3,000 ล้านบาท แต่ไม่ได้รับการพิจารณาเนื่องจากไม่คุ้มค่าการลงทุน

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2565 BCPG กลับดำเนินการเข้าซื้อทรัพย์สินเดียวกันในมูลค่าสูงถึง 9,000 ล้านบาท ก่อนที่เพียง 3 เดือนหลังการซื้อขาย จะปรากฏว่ามูลค่าทางบัญชีของทรัพย์สินลดลงเหลือ 6,550 ล้านบาท หรือลดลงถึง 2,450 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดข้อสงสัยว่าการซื้อขายดังกล่าวอาจมีราคาสูงเกินจริง และอาจสร้างความเสียหายแก่ผู้ถือหุ้นและตลาดทุนไทย

 

เครือข่ายผู้ถือหุ้นรายย่อย จึงขอให้ กมธ. ตรวจสอบกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่การเสนอรายการซื้อขาย การอนุมัติราคา ผู้เกี่ยวข้องในการตัดสินใจ เส้นทางการเงิน ธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบว่ามีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลร่วมกันสร้างมูลค่าทรัพย์สินให้สูงเกินจริงหรือไม่

 

นอกจากนี้ ยังขอให้ตรวจสอบว่าหากพบการซื้อขายที่มีราคาสูงเกินจริง มีบุคคลใดได้รับประโยชน์จากส่วนต่างดังกล่าวหรือไม่ และธุรกรรมทั้งหมดเข้าข่ายเป็นธุรกรรมต้องสงสัยตามกฎหมายฟอกเงินหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบกรณีทุนข้ามชาติหรือทุนสีเทาที่เข้ามาถือหุ้นใน BCP ว่ามีแหล่งที่มาของเงินถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

 

นอกจากนี้ ยังขอให้ตรวจสอบว่าหากพบการซื้อขายที่มีราคาสูงเกินจริง มีบุคคลใดได้รับประโยชน์จากส่วนต่างดังกล่าวหรือไม่ และธุรกรรมทั้งหมดเข้าข่ายเป็นธุรกรรมต้องสงสัยตามกฎหมายฟอกเงินหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบกรณีทุนข้ามชาติหรือทุนสีเทาที่เข้ามาถือหุ้นใน BCP ว่ามีแหล่งที่มาของเงินถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

ด้านนายกรณ์ กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นอภิปรายและตั้งข้อสังเกตในรัฐสภามาแล้วหลายครั้ง เนื่องจากมีข้อพิรุธหลายประการ ทั้งในเรื่องมูลค่าการซื้อขาย บุคคลที่เกี่ยวข้อง และกระบวนการอนุมัติรายการ ซึ่งนอกจากประเด็นเรื่องราคาซื้อขายที่ดูสูงเกินจริงแล้ว ยังพบข้อสังเกตสำคัญว่าคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการเข้าซื้อกิจการก่อนที่บริษัทเป้าหมายจะจดทะเบียนจัดตั้งเสร็จสมบูรณ์ และในช่วงเวลาที่มีการตัดสินใจนั้น ยังไม่มีข้อมูลผลประกอบการ งบการเงิน หรือข้อมูลทรัพย์สินสุทธิที่เพียงพอสำหรับการประเมินความคุ้มค่าของการลงทุน ทั้งนี้ คณะกรรมการมีมติซื้อกิจการมูลค่า 9,000 ล้านบาท ทั้งที่ยังไม่มีข้อมูลทางการเงินที่ชัดเจนรองรับการตัดสินใจ และต่อมามีการปรับลดมูลค่าทรัพย์สินลงเกือบ 2,500 ล้านบาท โดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน จึงเป็นเรื่องที่สังคมตั้งข้อสงสัยได้

 

นายกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากรับหนังสือร้องเรียนแล้ว จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการ โดยในวันเดียวกันมีผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าร่วมประชุมด้วย เพื่อรับทราบข้อมูลและพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

 

ขณะเดียวกัน เครือข่ายผู้ถือหุ้นรายย่อยเปิดเผยว่า ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ปปง. และ ก.ล.ต. ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว และคาดว่า DSI จะมีการพิจารณารับเรื่องดังกล่าวเป็นคดีพิเศษในเร็ว ๆ นี้

 

นายกรณ์ ย้ำอีกว่า เรื่องนี้ไม่ควรถูกนำไปเชื่อมโยงกับความขัดแย้งทางการเมือง แต่เป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน การคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อย และความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทยในภาพรวม ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

ปิดโหมดสีเทา