“พริษฐ์” กาง 4 เหตุผล จี้ กกต.ส่งคดีฮั้ว สว. 229 ราย ให้ศาลชี้ขาด มองพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอ คาดได้ข้อสรุปภายใน ก.ย.นี้ เตือนหากไม่ส่งเรื่องให้ศาล อาจถูกตั้งคำถามเรื่องมาตรฐานและการปฏิบัติหน้าที่
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงถึงความคืบหน้าคดีฮั้วสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยระบุว่า ขณะนี้อำนาจตัดสินใจว่าจะส่งคดีไปสู่ศาลหรือไม่นั้น อยู่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 คน ซึ่งก่อนหน้านี้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้พิจารณาพยานหลักฐานและมีมติว่า มีบุคคลอย่างน้อย 229 ราย ที่มีมูลกระทำความผิดเกี่ยวกับการฮั้วเลือก สว. พร้อมเสนอให้ กกต. ดำเนินคดีและส่งเรื่องต่อศาล
อย่างไรก็ตาม กกต. ยังไม่ได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะไต่สวนดังกล่าว แต่กลับแต่งตั้งคณะอนุวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 ขึ้นมาพิจารณาเพิ่มเติม ซึ่งมีความเห็นตรงกันข้าม โดยเสนอให้ยกคำร้องทั้ง 229 ราย ทั้งนี้ ปัจจุบันมีความเป็นไปได้ 3 แนวทาง ได้แก่ กกต. เห็นชอบตามคณะไต่สวนชุดที่ 26, เห็นชอบตามอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 หรือส่งฟ้องเพียงบางส่วนและยกคำร้องบางราย ซึ่งแนวทางหลังอาจทำให้เกิดข้อกังวลว่ามีการคัดเลือกบุคคลบางกลุ่มเพื่อปกป้องบุคคลสำคัญหรือไม่ โดยคาดว่ากระบวนการพิจารณาจะได้ข้อยุติภายในเดือนกันยายน 2569 เนื่องจาก กกต. เริ่มพิจารณาคดีแล้ว และระเบียบ กกต. กำหนดให้การวินิจฉัยต้องแล้วเสร็จภายใน 90 วัน

นายพริษฐ์ ยก 4 เหตุผลสำคัญที่เห็นว่า กกต. ควรส่งคดีทั้งหมดให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย คือ ประการแรก พยานหลักฐานในคดีมีความหนักแน่นกว่าหลายคดีในอดีตที่ กกต. เคยส่งศาลพิจารณา โดยประกอบด้วยสถิติการลงคะแนนที่ผิดธรรมชาติ หลักฐานโพยเลือกตั้ง การนัดหมายกลุ่มผู้สมัคร หลักฐานการเดินทาง คลิปเสียง และเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงบุคคลที่เกี่ยวข้อง
ประการที่สอง คณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรม เนื่องจากมีการตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะ ทั้งที่ กกต. มีคณะอนุกรรมการลักษณะเดียวกันอยู่แล้วถึง 35 ชุด อีกทั้งมีบางรายในคณะดังกล่าวถูกสังคมตั้งข้อสังเกตเรื่องคดีทุจริตหรือความเป็นกลางทางการเมือง
ประการที่สาม กกต. บางส่วนอาจเผชิญข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากกรรมการ กกต. 4 ใน 7 คน ได้รับการรับรองตำแหน่งจากวุฒิสภาชุดเดียวกับที่มีสมาชิกบางส่วนอยู่ในสำนวนคดีดังกล่าว จึงควรส่งเรื่องให้ศาลเป็นผู้ตัดสินเพื่อลดข้อครหา
และประการสุดท้าย กกต. กำลังถูกตั้งคำถามถึงการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบความสุจริตของการเลือก สว. โดยเฉพาะกรณีการพบโพยเลือกตั้งในวันลงคะแนนระดับประเทศ ซึ่งยังไม่มีคำชี้แจงที่ชัดเจนว่า กกต. ดำเนินการตรวจสอบต่ออย่างไร และหลักฐานดังกล่าวอยู่ในสำนวนปัจจุบันหรือไม่

นายพริษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากคลิปวิดีโอที่ได้รับจากผู้ตรวจการเลือกตั้ง พบว่ามีการเก็บโพยเลือกตั้งภายในสถานที่ลงคะแนน และมีเจ้าหน้าที่กล่าวเตือนผู้สมัครให้เลือกตั้งโดยสุจริต จึงมีคำถามสำคัญว่า กกต. พบความผิดปกติอะไรจากโพยดังกล่าว มีการรายงานต่อคณะกรรมการ กกต. ทั้ง 7 คนหรือไม่ มีการตรวจสอบเชื่อมโยงกับหลักฐานอื่นในสำนวนหรือไม่ และปัจจุบันโพยดังกล่าวอยู่ที่ใด และหาก กกต. ไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน สุดท้ายมีมติไม่ส่งคดีไปยังศาล ก็อาจถูกสังคมตั้งข้อสงสัยว่ามีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่แบบ “ปิดตาข้างเดียว” ต่อข้อกล่าวหาการทุจริตเลือก สว.
สำหรับกรณีมีการโต้แย้งว่าผู้สมัคร สว. บางกลุ่มที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองก็มีการจองโรงแรมหรือรวมกลุ่มเช่นเดียวกันนั้น นายพริษฐ์ ยืนยันว่า การพิจารณาคดีควรใช้มาตรฐานเดียวกับทุกฝ่าย และต้องพิจารณาจากภาพรวมของพยานหลักฐานหลายประเภทประกอบกัน ไม่ใช่พิจารณาเพียงพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งเพียงลำพัง
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews