“ดร.โจ”แจงหายหน้าเพราะดีเบต -ไม่ได้รุม”ชัชชาติ”แค่พูดข้อเท็จจริง

การเมือง ข่าว
“ดร.โจ” แจงหายหน้าเพราะดีเบต-ออกรายการ ลั่นไม่ได้รุม”ชัชชาติ” แค่พูดข้อเท็จจริง  เชิญประชาชนใช้สิทธิ์เลือกตั้ง กทม.   เชื่อทำให้ชีวิตคนกรุงเทพฯ ดีขึ้นได้ในงบ 5 แสนล้าน ขณะ ผู้สมัคร ส.ก.พญาไท โวย ถูกย้ายเขตเลือกตั้ง 44 หน่วย หวั่นกระทบตัวเลขผู้ออกมาใช้สิทธิ

 

 

นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ก่อนลงพื้นที่หาเสียงย่านอารีย์ เขตพญาไท ถึงกรณีผลสำรวจของนิด้าโพลที่คะแนนยังทิ้งห่างนายชัชชาติ สิทธิพันธ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อิสระ มีความกังวลใจและจะเร่งคะแนนเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายอย่างไรบ้าง ว่า หากดูช่วงเวลาสำรวจโพลจะพบว่าสำรวจในช่วงวันที่ 4-7 มิถุนายนที่ผ่านมา เป็นการทำโพลก่อนที่จะมีการดีเบตครั้งแรกคือวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งจากการดีเบตในสองครั้งที่ผ่านมาตนคิดว่าประชาชนน่าจะได้เห็นหลายประเด็นที่เป็นปัญหาในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะปัญหาเรื้อรัง เช่น การทุจริตคอร์รัปชั่น ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่ได้รับการแก้ไขเท่าที่ควร

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า ตนคิดว่าปัญหาที่ประชาชนได้เห็นจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากผลโพลที่ได้ทำไปก่อนหน้านั้น ทั้งนี้ ตนและผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 คน 50 เขตนั้นจะทำหน้าที่ในการสื่อสารนโยบายให้ทั่วถึงประชาชนมากที่สุด เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าความสนใจของการเลือกตั้ง กทม.ยังมีค่อนข้างน้อย แต่ในช่วง 2-3 สัปดาห์สุดท้าย มองว่าความสนใจของประชาชนจะเพิ่มสูงขึ้นจนกว่าจะเข้าสู่การเลือกตั้ง จึงอยากเชิญชวนประชาชนมาเลือกตั้งให้ได้มากที่สุด เพราะที่ผ่านมาคนมาเลือกตั้งไม่เคยเกิน 65% ยิ่งคนออกมาเลือกตั้งเยอะเท่าไหร่ ผมคิดว่าผลโพลการเลือกตั้งวันที่ 28 มิถุนายนนี้ จะเป็นผลโพลที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของคนกรุงเทพฯ“ นายชัยวัฒน์ กล่าว

ส่วนประเมินภาพรวมจากการขึ้นเวทีดีเบตทั้ง 2 ครั้งอย่างไรบ้าง นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตนคิดว่าผลตอบรับเชิงบวกค่อนข้างมามาก และคิดว่าเมื่อประชาชนเริ่มให้ความสนใจมากขึ้นและเล็งเห็นปัญหาหลายอย่างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาเท่าที่ควร ทั้งที่ กทม.ในหนึ่งสมัยของผู้ว่าฯ มีงบประมาณ 5 แสนล้านบาท ควรจะทำให้ชีวิตของคนกรุงเทพฯ ดีได้มากกว่านี้ นี่เป็นสิ่งที่เราอยากทำภายใต้งบประมาณ 5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนเชื่อว่าทำได้ และเป็นสิ่งที่ทำให้ตนมาเสนอโอกาสเป็นทางเลือกให้คนกรุงเทพฯ

ทั้งนี้ นายชัยวัฒน์  ให้สัมภาษณ์ถึงการหายหน้าจากการลงพื้นที่หาเสียงในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยชี้แจงว่า ช่วง 3-4 วันที่ผ่านมาใช้เวลาไปกับการเข้าร่วมเวทีดีเบตและการออกรายการต่าง ๆ ทั้งแบบถ่ายทอดสดและบันทึกเทป จึงไม่ได้ลงพื้นที่หาเสียงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงเดินหน้าสื่อสารนโยบายกับประชาชนในหลายช่องทาง

สำหรับแนวทางแก้ปัญหาการค้าขายบนทางเท้า หากได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ กทม. นายชัยวัฒน์ ระบุว่า พรรคประชาชนมีนโยบายเพิ่มพื้นที่ค้าขายที่เหมาะสม พร้อมนำเทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการระบบการจับจองพื้นที่ เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ และแก้ปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์หรือส่วยจากผู้ค้ารายย่อยเพราะเราไม่ได้มองว่าต้องห้ามขายทั้งหมด แต่ต้องจัดพื้นที่ให้เหมาะสม คนเดินเท้าก็ต้องมีพื้นที่สัญจรเพียงพอ ขณะเดียวกันพ่อค้าแม่ค้าก็ควรมีโอกาสประกอบอาชีพ เพราะหลายพื้นที่เมื่อไม่มีร้านค้าริมทางแล้ว คนก็หาย ความคึกคักทางเศรษฐกิจก็ลดลงตามไปด้วย

นายชัยวัฒน์ ยังระบุว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง พรรคประชาชนจะเน้นสื่อสารนโยบายเฉพาะพื้นที่ในแต่ละเขต โดยชี้ให้เห็นว่า หากประชาชนเลือกทั้งผู้ว่าฯ และ ส.ก. จากพรรคประชาชน จะทำให้การผลักดันนโยบายต่าง ๆ เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากผู้ว่าฯ เป็นผู้กำหนดและจัดสรรงบประมาณ ขณะที่ ส.ก. จะทำหน้าที่ผลักดันและติดตามการดำเนินงานในพื้นที่

ส่วนกระแสการรณรงค์ในช่วงท้ายเลือกตั้งที่มีการเสนอแนวคิด “เลือกชัชชาติเป็นผู้ว่าฯ แต่เลือก ส.ก. พรรคส้ม” นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ไม่ได้รู้สึกกังวลกับกระแสดังกล่าว เพราะในสมัยที่ผ่านมา ส.ก. ของพรรคก็สามารถทำงานร่วมกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้อยู่แล้ว และเห็นว่า หากประชาชนต้องการเห็นนโยบายของพรรคประชาชนได้รับการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ควรเลือกผู้ว่าฯ จากพรรคประชาชนด้วย ทั้งนี้ ถ้าอยากเห็นนโยบายผู้ว่าฯ ของพรรคประชาชนเกิดขึ้นจริง ก็คงต้องเลือกผู้ว่าฯ จากพรรคประชาชน เพราะเอานโยบายของเราไปฝากไว้กับผู้ว่าฯ คนอื่นก็คงไม่เห็นการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรมมากนัก

ขณะเดียวกัน จากกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า นายชัชชาติ กำลังถูกฝ่ายการเมืองหลายฝ่ายโจมตีในช่วงหาเสียง นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตนไม่ได้มองว่า เป็นการรุมโจมตี แต่เป็นเพียงการนำข้อเท็จจริงที่เคยมีการสะท้อนปัญหาไว้ก่อนหน้านี้มาพูดถึงอีกครั้ง และตนไม่เห็นว่ามีใครไปรุมอะไรนายชัชชาติ เราแค่พูดข้อเท็จจริงที่นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทมป เคยพูดไว้ตั้งแต่ 2 ปีก่อน หลายเรื่องยังไม่ได้รับการแก้ไข เช่น ปัญหาสิทธิบัตรทองที่ประชาชนเคยเข้าชื่อร้องเรียน เราเพียงนำข้อเท็จจริงเหล่านี้มาใช้เป็นฐานในการพัฒนานโยบายใหม่ ๆ อย่างนโยบาย AI จับโกง หรือแนวทางบริหารจัดการเมืองในอนาคตเท่านั้น

 

ด้าน นายวรวิทย์ ผู้สมัคร ส.ก. เขตพญาไท พรรคประชน กล่าวว่า ในเขตพญาไทมีหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด 80 หน่วย โดยการเลือกตั้งในครั้งนี้มีการย้ายหน่วยเลือกตั้งถึง 44 หน่วย ตนได้ลงพื้นที่ในชุมชนต่าง ๆ เช่น ชุมชนอุทัยรัตน์ ท้ายซอยประดิพัทธ์ 15 พบว่ามีผู้คนสูงอายุในชุมชน บ่นถึงการย้ายหน่วยเลือกตั้งจากท้ายซอย 15 ไปยังศูนย์เด็กเล็ก ซึ่งอยู่ในซอยประดิพัทธ์ 19 ซึ่งมีระยะทางไกลเกือบ 1 กิโลเมตร ซึ่งปกติแล้วประชาชนจะสามารถเดินไปเลือกตั้งได้ แต่ในการเลือกตั้งรอบนี้ ไม่สามารถเดินไปได้เนื่องจากระยะทางที่ไกลขึ้น อีกทั้งในซอยบริเวณสี่แยกวิภาวดี ได้ย้ายหน่วยเลือกตั้งไปที่โรงเรียนรุจิ ซึ่งมีระยะทางถึง 2 กิโล ตนจึงมองว่าเป็นไปได้ยากที่ประชาชนจะออกมาใช้สิทธิ และประชาชนส่วนใหญ่ที่ตนลงพื้นที่พูดคุยมา มักบอกว่าไม่อยากออกมาใช้สิทธิ

ทั้งนี้ กังวลหรือไม่ที่หน่วยเลือกตั้งที่ไกลขึ้น จะส่งผลทำให้ตัวเลขของผู้ใช้ออกไปใช้สิทธิน้อยลง และทางเขตให้เหตุผลในการย้ายหน่วยเลือกตั้งหรือไม่ นายวรวิทย์ กล่าวว่า ทางเขตกังวลว่า ฝนจะตก แต่ตนมองว่าครั้งนี้บัตรเลือกตั้งไม่เหมือนกับการเลือกตั้งใหญ่ในช่วงต้นปี เนื่องจากครั้งนี้มีบัตรเลือกตั้งเพียง 2 ใบ คือบัตรเลือกผู้ว่าฯ และบัตรเลือกส.ก. รวมถึงจำนวนผู้ใช้สิทธิที่ไม่ได้มีจำนวนเยอะมาก

ส่วนได้มีการพูดคุยกับทางส.ก.เขตอื่นว่าเจอปัญหาในลักษณะนี้หรือไม่ นายวรวิทย์ กล่าวว่า ตนเคยแจ้งไปทางพรรคแล้ว แต่ยังไม่มี ส.ก.เขตอื่นแจ้งมา ซึ่งเขตอื่นอาจมีการย้ายหน่วยเลือกตั้งที่น้อย

อย่างไรก็ตาม จะรับปัญหาเรื่องหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อจะนวนผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งไปปรึกษากับทางพรรคหรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตนเพิ่งได้ทราบปัญหานี้จากทางส.ก.ในวันนี้เช่นกัน โดยจะนำเรื่องนี้ไปปรึกษาหารือกับพรรค เพื่อหาทางออกในเรื่องนี้

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

ปิดโหมดสีเทา