“สว.สำรอง” จี้ “ฐิติเชษฐ์”ถอนตัวคดีฮั้ว หนุนเลิกจ้าง “แสวง”

การเมือง ข่าว
“สว.สำรอง” จี้ “ฐิติเชษฐ์”ถอนตัวพิจารณาคดีฮั้ว สว. หวั่นผลประโยชน์ทับซ้อน ตั้งข้อสงสัย กกต.ประวิงคดี 2 ปี พร้อมหนุนเลิกจ้าง “แสวง”

 

นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล ตัวแทนกลุ่มสมาชิกวุฒิสภา (สว.) สำรอง พร้อมเครือข่าย สว.สำรอง แถลงข่าวเรียกร้องให้ นายฐิติเชษฐ์ นุชนาฏ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถอนตัวจากการพิจารณาคดีเกี่ยวกับการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ทุกกรณี โดยอ้างถึงข้อกังวลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และความไม่เป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่

 

นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า นายฐิติเชษฐ์ และ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบกระบวนการเลือก สว.โดยตรง กำลังถูกสังคมตั้งข้อสงสัยถึงการปฏิบัติหน้าที่และอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากกรณีที่มีการตรวจพบโพยรายชื่อและพฤติการณ์ที่เข้าข่ายการฮั้วเลือก สว. แต่ไม่มีการดำเนินการระงับหรือดำเนินคดีอย่างทันท่วงที

กลุ่ม สว.สำรอง ระบุว่า แม้นายฐิติเชษฐ์จะเคยปรากฏภาพการลงพื้นที่ตรวจคูหาและตรวจยึดหลักฐานเกี่ยวกับโพยรายชื่อผู้สมัคร แต่ผลการดำเนินการกลับไม่ปรากฏความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมจนนำไปสู่ข้อสงสัยว่ามีการประวิงเวลาหรือปล่อยให้กระบวนการล่าช้า กระทั่ง สว.ที่ถูกร้องเรียนสามารถเข้าปฏิบัติหน้าที่ได้แล้ว

 

นายอัครวัฒน์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า กกต.มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย เมื่อพบหลักฐานที่อาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 77 ควรดำเนินการทันที แต่กลับไม่มีการสั่งระงับหรือดำเนินคดีอย่างเร่งด่วน จึงอาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

 

นอกจากนี้ กลุ่ม สว.สำรอง ยังพาดพิงถึงบทบาทของนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. โดยอ้างว่ามีการรับแจ้งข้อมูลและเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำผิดล่วงหน้า แต่กลับไม่มีมาตรการป้องกันหรือยับยั้งที่เพียงพอซึ่งอาจเข้าข่ายการละเลยต่อหน้าที่ และอาจถูกมองว่าเป็นการเอื้อให้การกระทำที่ขัดต่อกฎหมายเกิดขึ้นได้

 

นายอัครวัฒน์ ยังกล่าวถึงข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนภายใน กกต. โดยอ้างถึงกรณีที่มีการร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมการวิ่งเต้นกับหน่วยงานตรวจสอบ รวมถึงการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้บริหารภายในองค์กร ซึ่งถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความโปร่งใส พร้อมระบุว่า หากพิจารณาจากผลการดำเนินงานเกี่ยวกับการจัดการเลือก สว.ที่ผ่านมา นายแสวงไม่ควรผ่านการประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2568 และควรถูกพิจารณาเลิกจ้าง

 

กลุ่ม สว.สำรอง จึงเรียกร้องให้นายฐิติเชษฐ์ถอนตัวจากการร่วมพิจารณาและวินิจฉัยคดีฮั้ว สว. เพื่อป้องกันข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และรักษาความเชื่อมั่นต่อกระบวนการตรวจสอบ ขณะเดียวกันระบุว่า กลุ่มผู้สมัคร สว.ที่ได้รับผลกระทบและภาคประชาชนบางส่วน ได้ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง รวมทั้งยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ตรวจสอบกรณีดังกล่าวแล้ว

 

นายอัครวัฒน์ ยังเรียกร้องให้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ซึ่งรับผิดชอบตรวจสอบและสรุปสำนวนคดีฮั้ว สว. ดำเนินการส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลฎีกาตามขั้นตอน และอย่าปล่อยให้เกิดการแทรกแซงจากบุคคลภายนอก พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงกระแสข่าวที่อาจมีการลงมติในสัดส่วน 5 ต่อ 2 เพื่อยกคำร้องในคดีดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงสถานะการดำรงตำแหน่งของนายฐิติเชษฐ์ ซึ่งครบวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้งแล้ว แต่ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เนื่องจากกระบวนการสรรหาและให้ความเห็นชอบกรรมการ กกต. คนใหม่ยังไม่แล้วเสร็จ โดยมองว่าเรื่องดังกล่าวควรได้รับการตรวจสอบเพื่อสร้างความชัดเจนและความเชื่อมั่นต่อสาธารณชน

 

ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาและข้อเรียกร้องดังกล่าวเป็นความเห็นและข้อกล่าวอ้างจากกลุ่ม สว.สำรอง ซึ่งหน่วยงานและบุคคลที่ถูกพาดพิงยังไม่ได้ชี้แจงต่อข้อกล่าวหาในครั้งนี้อย่างเป็นทางการ

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่