“ภัทรพงษ์”ห่วงแม่น้ำสายหลักไทยปนเปื้อนสารพิษ จี้รบ.แก้ต้นตอ

การเมือง ข่าว
“ภัทรพงษ์ ปชน.” ชี้ แม่น้ำสายหลักไทยวิกฤต ปนเปื้อนสารพิษ จากเหมืองเพื่อนบ้าน จี้รัฐบาลแก้ต้นตอและหยุดยั้งไม่ให้ไทยเป็นทางผ่านของแร่มลพิษ ถึงเวลาเลือกว่าจะอยู่ข้างคนไทยหรืออยู่ข้างประเทศเจ้าของเหมือง

 

นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน กล่าวถึงการแก้ปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดนเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก (5 มิ.ย.) ว่า ปัจจุบันแม่น้ำสายหลักที่ไหลจากประเทศเพื่อนบ้านสู่ประเทศไทย ได้แก่ แม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตขั้นรุนแรง ทั้งน้ำและตะกอนดินมีการปนเปื้อนของสารเคมีและโลหะหนักอยู่ในเกณฑ์อันตราย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตของคนไทย ทั้งข้าว ผัก ปลา และกุ้งที่นำมารับประทานเกิดการปนเปื้อนสารหนู ประชาชนเสี่ยงต่อการสะสมของสารพิษในร่างกายเกินมาตรฐาน น้ำกินน้ำใช้ไม่ปลอดภัยจนต้องมีการย้ายสถานีผลิตน้ำประปา ตลอดจนธุรกิจในพื้นที่แหล่งน้ำต้องทยอยปิดตัวลงเกือบทั้งหมด

 

และน่าเสียดายที่ในวันสิ่งแวดล้อมโลกที่เชียงรายปีนี้  เป็นอีกปีที่ทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ปฏิเสธคำเชิญของภาคประชาชน ไม่มีรัฐมนตรีมารับฟังเสียงสะท้อนของปัญหาแม้แต่คนเดียว  ทั้งที่มีภาคประชาชนจากทั้งเชียงใหม่  เชียงราย  แม่ฮ่องสอน และระนอง  มาร่วมขับเคลื่อนตั้งแต่วันที่  31 พฤษภาคมที่ผ่านมา

จากการติดตามปัญหานี้อย่างต่อเนื่องถึง 3 รัฐบาล เห็นความละเลยของทุกผู้มีอำนาจ แม้ปัญหาจะเข้าขั้นวิกฤต แต่กลับมีการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านในประเด็นนี้เพียงแค่ 2 ครั้งเท่านั้น ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 และเป็นการพูดคุยกับเมียนมาเพียงประเทศเดียว ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลไทยยังไม่มีการเจรจากับประเทศลาวและจีน ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ของกิจกรรมเหมืองแร่เลย จนถึงขั้นที่โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนได้ออกมาแถลงว่า แม่น้ำในไทยไม่ได้ปนเปื้อนสารโลหะหนักเกินมาตรฐาน สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการละเลยในเวทีสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศของรัฐบาลไทยอย่างชัดเจน และความละเลยนี้กำลังทำให้ประชาชนผู้ใช้น้ำต้องสูญเสียแทบทุกอย่าง

 

นายภัทรพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลมีอำนาจเต็มอยู่ในมือ สิ่งที่ต้องดำเนินการทันที คือการออกกฎหมายลำดับรองตาม พ.ร.บ.แร่ มาตรา 104 เพื่อหยุดยั้งไม่ให้ประเทศไทยเป็นทางผ่านของแร่มลพิษ โดยมีมาตรการสำคัญคือ (1) กำหนดให้แร่ที่สำคัญ เช่น Rare Earth, พลวง, ดีบุก ฯลฯ เป็นแร่ที่ต้องขออนุญาตนำเข้า (2) ต้องมีการตรวจสอบแหล่งที่มาและการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของเหมือง โดยมีคณะกรรมการร่วม 4 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย เมียนมา ลาว จีน หรือองค์กรที่เป็นกลาง เป็นผู้ดำเนินการออกกลไกแผนปฏิบัติการจากการเจรจาพหุภาคี (3) แร่ที่จะนำเข้าต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่ามาจากเหมืองที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและไม่ทำให้แม่น้ำเป็นพิษ หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ห้ามนำเข้าโดยเด็ดขาด”นี่คือไม้แข็งที่รัฐบาลทำได้ทันที รัฐบาลต้องเลือกว่าจะอยู่ข้างคนไทย หรือจะอยู่ข้างประเทศเจ้าของเหมือง”

นายภัทรพงษ์ ทิ้งท้ายว่า แม้วันนี้รัฐบาลจะไม่ให้ความสนใจกับปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดน ไม่มีการมอบหมาย “คน” เพื่อจัดการปัญหาที่ต้นตอเจรจาเชิงรุกกับต่างประเทศ รวมถึงการจัดการ “กฎ” เรื่องตรวจห่วงโซ่แร่ และในการจัดการ “งบ” เพื่อรับมือผลกระทบและเยียวยาประชาชน แต่พรรคประชาชนยืนยันว่าจะร่วมมือกับภาคประชาชนขับเคลื่อนแก้ไขปัญหานี้อย่างเต็มที่ โดยจะใช้กลไกอนุกรรมาธิการมลพิษทางน้ำข้ามแดน และกรรมาธิการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เพื่อปกป้องผลประโยชน์และสุขภาพของพี่น้องประชาชน

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่