“มัลลิกา”ติงรัฐบาล จะแจกเงินแต่สร้างเงื่อนไขเพิ่มภาระ

ทั่วไป ข่าว
“มัลลิกา”ติงรัฐบาล จะแจกเงินแต่สร้างเงื่อนไขเพิ่มภาระให้คนสูงวัยจนต้องร้องไห้ ชี้ ตัดสิทธิ์กระจุยโดนด่ากระเจิง แนะ ควรแจ้งประชาชนตามตรงว่า “ถังแตกแจกได้ไม่ทั่ว”

 

นางมัลลิกา บุญมีตระกูบ มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานครหมายเลข 14 ลงพื้นที่ตลาดบางกะปิพบปะประชาชนรวมทั้งรับฟังความคิดเห็นสะท้อนปัญหาเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจปากท้องขณะนี้ โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักส่วนใหญ่จะสะท้อนปัญหาเกี่ยวกับความเป็นห่วงสถานการณ์เศรษฐกิจเนื่องจากการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนลดลงทำให้การค้าซบเซาอย่างเห็นได้ชัด ผู้ค้าส่วนใหญ่ยอมรับว่า แม้จะมีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ก็ก็ยังไม่ฟื้นฟูเพียงพอสถานการณ์การค้าขายยังไม่กลับมาเหมือนเดิมจึงอยากให้รัฐบาลและแม้กระทั่งผู้ว่ากรุงเทพมหานครช่วยเหลือประชาชนด้วยมาตรการเพิ่มเติมต่างๆ รองรับ

นางมัลลิกา กล่าวว่า จากการรับฟังเสียงประชาชนกระแสวันแรกของการเปิดยืนยันสิทธิและลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 (4 มิถุนายน 2569) เสียงสะท้อนที่พบในสื่อ ข่าว และช่องทางออนไลน์ มีทั้งด้านบวกและด้านลบ แต่ประเด็นที่ถูกวิจารณ์มากที่สุดคือ “เกณฑ์คัดกรองใหม่” ที่ประชาชนจำนวนหนึ่งมองว่าเข้มงวดเกินไป โดยเฉพาะกรณีพ่อแม่ถูกตัดสิทธิหากบุตรนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษี แม้ว่าความเป็นจริงยังมีฐานะยากจนอยู่ก็ตาม

 

เสียงตำหนิรัฐบาลที่พบมาก คือเกณฑ์ลูกลดหย่อนภาษีเท่ากับพ่อแม่ไม่จนไม่สะท้อนความจริง หลายครอบครัวระบุว่าลูกมีรายได้เพียงพอสำหรับการลดหย่อนภาษี แต่ไม่ได้มีศักยภาพดูแลพ่อแม่เต็มรูปแบบ ผู้สูงอายุจำนวนมากยังต้องพึ่งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่ถูกมองว่าเป็นการ “ลงโทษคนกตัญญู” มากกว่าช่วยคนจน

 

ขั้นตอนดิจิทัลซับซ้อนเกินไปผู้สูงอายุจำนวนมากไม่มีสมาร์ตโฟน จำรหัสผ่านหรือเบอร์โทรศัพท์เดิมไม่ได้ ยืนยันตัวตนผ่านแอปไม่สำเร็จ ต้องเดินทางไปธนาคารหลายรอบ คนจนจริงกลัวหลุดสิทธิ มีความกังวลว่าการตรวจสอบทรัพย์สินและข้อมูลทางการเงินละเอียดขึ้น บางคนมีทรัพย์สินเล็กน้อยแต่รายได้ไม่พอใช้ เกรงว่าจะถูกตัดสิทธิทั้งที่ยังลำบากอยู่จริง อีกทั้งการประชาสัมพันธ์ไม่ทั่วถึงหลายคนเพิ่งทราบว่าต้องมายืนยันสิทธิใหม่ เข้าใจผิดว่าผู้ถือบัตรเดิมจะได้รับสิทธิอัตโนมัติ

นางมัลลิกา กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรปรับปรุงเปลี่ยนจากดูฐานะลูกเป็นดูรายได้จริงของผู้สูงอายุ ควรใช้ข้อมูลรายได้ เงินฝาก และค่าใช้จ่ายของผู้สมัครเป็นหลักไม่ควรตัดสิทธิเพียงเพราะลูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษี และระบบอุทธรณ์ด่วนหากถูกตัดสิทธิ ควรสามารถยื่นอุทธรณ์ผ่าน แอป สำนักงานเขต อบต. ศูนย์บริการประชาชน และต้องรู้ผลภายใน 15-30 วัน

 

พร้อมเสนอรัฐบาลควรมี Mobile Welfare Unit ส่งรถบริการเคลื่อนที่เข้า ชุมชนแออัด ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มเปราะบาง แทนการให้เดินทางมาธนาคาร ใช้ AI คัดกรองความยากจนเชิงลึก เชื่อมข้อมูลรายได้ ค่าน้ำ ค่าไฟภาระหนี้ สมาชิกในครัวเรือน ผู้ป่วยติดเตียง จะสะท้อนความยากจนจริงได้มากกว่าการดูเพียงเอกสารภาษี ปรับสวัสดิการให้ยืดหยุ่น ปัจจุบันคนจนในเมืองมีต้นทุนชีวิตสูงกว่าชนบทมากเช่น ในกรุงเทพฯ ค่าเช่าบ้าน ค่าเดินทาง ค่าอาหาร จึงควรมี “ดัชนีค่าครองชีพรายพื้นที่” ในการกำหนดสิทธิ

 

“เสียงสะท้อนหลักของวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ไม่ได้อยู่ที่การเปิดลงทะเบียน แต่เป็นความไม่พอใจต่อเกณฑ์คัดกรองใหม่ โดยเฉพาะประเด็นการนำชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษีจนทำให้เสี่ยงถูกตัดสิทธิ ซึ่งถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าขาดความยืดหยุ่นและไม่สะท้อนความเป็นจริงของครัวเรือนไทยจำนวนมาก ขณะที่ปัญหาเชิงปฏิบัติยังคงเป็นเรื่องผู้สูงอายุเข้าถึงระบบดิจิทัลได้ยากและการประชาสัมพันธ์ที่ยังไม่ทั่วถึง ”

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่