คนชานกรุงโอดกระทบหนักถ้วนหน้า หากไม่ให้รถไฟโดยสารเข้า กทม.ชั้นใน บอกเกาไม่ถูกที่คันซ้ำเติมประชาชน
บรรยากาศที่บริเวณสถานีรถไฟชุมทางฉะเชิงเทราว่า ยังคงมีประชาชนเดินทางมาใช้บริการกันอย่างต่อเนื่อง โดยมีขบวนรถผ่านเส้นทางอยู่เป็นระยะทั้งขบวนรถไฟโดยสาร และขบวนรถสินค้า แต่ที่น่าสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงคือความระมัดระวังที่เด่นชัดมากขึ้น โดยเฉพาะขบวนรถสินค้าบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ ที่เคลื่อนผ่านชานชาลาของสถานีรถไฟไปอย่างนุ่มนวลแบบช้าๆ ไม่ใช้ความเร็วมาก และยังมีการปฏิบัติตามกฎอาณัติสัญญาณอย่างเคร่งคัดด้วย เช่นการเปิดหวีดเตือนก่อนจะเข้าสถานี และทางสถานียังมีการประกาศเตือนก่อนที่ขบวนรถจะผ่านเข้ามายังภายในชานชาลา ทั้งที่ไม่ใช่ขบวนรถไฟโดยสาร
ขณะที่ นางนงเยาว์ ไชยชนะ อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 41/3 ม.4 ต.เสม็ดใต้ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวถึงกรณีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม และรองนายกรัฐมนตรี และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ที่มีแนวคิดที่จะห้ามไม่ให้ขบวนรถไฟโดยสารเข้าสู่กรุงเทพฯชั้นในหรือสถานีหัวลำโพง โดยให้ทำการศึกษาเป็นเวลา 3 เดือนนั้นว่า ในฐานะที่ตนเดินทางด้วยรถไฟเป็นประจำทุกวันเพื่อไปทำงานในเขตประเวศ กทม.

โดยออกจากบ้านจากเขต อ.บางคล้า มาขึ้นขบวนรถที่สถานีรถไฟฉะเชิงเทรา และไปลงที่สถานีหัวหมาก ซึ่งหากห้ามขบวนรถไฟเข้าไปยังในกรุงเทพชั้นใน ตนเองก็จะได้รับผลกระทบเพราะเมื่อเข้าไปข้างในกรุงเทพฯแล้ว ก็จะพบแต่กับปัญหารถติดมาก เพราะเวลาเราเดินทางด้วยรถไฟจะสะดวกมากกว่า เนื่องจากเป็นเส้นทางมุ่งตรงไปในทางเดียวที่ต้องการเลย และถ้าจะให้ขึ้นรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งค์ ค่าโดยสารก็คงแพงมากเกินไปสำหรับคนทำงานรับจ้างในบริษัทอย่างตน เพราะรายจ่ายในครอบครัวเยอะมาก จึงคิดว่าไม่สะดวกที่จะเดินทางตามแนวคิดของรัฐมนตรี และไม่ควรที่จะยกเลิกขบวนรถไฟเข้าไปในเขตชั้นใน กทม.
นับจากเช้าตรู่ เมื่อออกจากบ้านมาจนถึงที่ทำงานปัจจุบันมีค่าเดินทางรวม 86 บาท จาก ต.เสม็ดใต้ อ.บางคล้า โดยมาขึ้นรถสองแถวที่ปากทางเข้าบ้านมีค่าโดยสาร 25 บาท เพื่อมาลงยังที่สถานีขนส่งฉะเชิงเทราและต่อรถสองแถวสีขาวรอบเมืองเพื่อมายังสถานีรถไฟอีก 10 บาท และขึ้นรถไฟจากสถานีฉะเชิงเทรามาลงยังสถานีหัวหมาก จ่ายค่าตั๋ว 10 บาท เมื่อลงจากรถไฟแล้วมาต่อด้วยรถสองแถวโดยสารอีก 20 บาท จึงจะถึงที่ทำงาน รวมค่าเดินทางไปกลับวันละ 172 บาท หากจะให้ไปลงขบวนรถไฟที่ลาดกระบังนั้น จะต้องต่อรถอีกหลายต่อหลายทอดมากมาย
และอยากฝากไปถึงยังรัฐมนตรีที่มีแนวคิดแบบนี้ว่า ขอให้เห็นใจประชาชนเพราะรายได้ตอนนี้มันไม่พอกับค่าใช้จ่าย หากมาตัดเส้นทางตรงนี้ไปอีกก็จะเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ ปชช.มากขึ้นเข้าไปอีก จึงอยากขอให้เปลี่ยนแนวความคิดนี้ไปได้เลย ขอให้ไปหาหนทางแก้ไขปัญหาในทางอื่นๆ ได้หรือไม่ ที่ไม่ใช่จากความคิดนี้ นางนงเยาว์ กล่าว

ด้าน น.ส.สายสมร น้อมเจริญ อายุ 55 ปี ชาวตลาดบ้านใหม่ร้อยปี ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า หากทาง รมต.คมนาคม จะไม่ให้ขบวนรถไฟโดยสารเข้าไปถึงยังกรุงเทพฯชั้นในนั้น จะส่งผลกระทบต่อ ปชช.อย่างแน่นอน เพราะทุกคนจะต้องเพิ่มเงินค่าโดยสารเพื่อนั่งรถต่อเข้าไปยังในกรุงเทพชั้นในอีกหลายต่อ
โดยเฉพาะหากให้นั่งรถไฟฟ้านั้นก็ถือว่าราคาค่อนข้างแพง เพราะค่าตั๋วนั่งรถไฟจากฉะเชิงเทราไปลงที่พญาไทใช้เงินแค่เพียง 12 บาทก็ถึงที่หมายแล้ว ขณะที่รายรับของชาวบ้านนั้นยังคงที่เท่าเดิม แต่กลับจะมีรายจ่ายเพิ่มมากขึ้นอีก จึงอยากจะฝากไปถึงยังรัฐมนตรีต้นความคิดนี้ด้วยว่า ปชช.ไม่เห็นด้วย น.ส.สายสมร กล่าว

ส่วน น.ส.จุฑามาศ ทรัพย์สมบูรณ์ อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 220 ม.1 ต.ท่าไข่ อ.เมืองฉะเชิงเทรา กล่าวว่า หากมีการห้ามไม่ให้ขบวนรถไฟเข้าไปถึงยังในกรุงเทพฯชั้นในนั้น ปชช.จะได้รับผลกระทบอย่างมาก เพราะทุกวันนี้จะต้องนั่งรถไฟจากฉะเชิงเทราเพื่อไปลงยังที่ป้ายหยุดรถยมราช เพื่อไปทำงานยังที่ สนง.สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หากไม่ได้นั่งขบวนรถไฟไปจะได้รับผลกระทบอย่างที่สุด อย่างแรกนั้นคือจะไปทำงานไม่ทัน และจะกลับบ้านไม่ทัน หากยกเลิกไปก็จะเดือดร้อนกันจริงๆ จนอาจถึงขั้นต้องเข้าไปพักอยู่กันใน กทม.
และหากจะไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็ต้องลำบากอีกเพราะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่จะต้องเลี้ยงลูกแต่เพียงลำพังและลูกก็ยังเล็ก ในช่วงเช้าก็ต้องไปส่งที่โรงเรียนและเย็นก็ต้องจ้างคนรับส่ง จึงจะได้รับผลกระทบอย่างมากและเห็นว่าไม่สมควรยกเลิก
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews