“พริษฐ์” ซัดรัฐบาล “หนีสภาพลัส”สอดไส้เงินกู้พลังงาน 2 แสนล้าน พ่วงงบเยียวยา ชี้ “ทักษิณ” มีผลงาน-ประสบการณ์เป็นประโยชน์ต่อประเทศ โยนเพื่อไทยตอบบทบาทการเมือง จ่อถามสด “อนุทิน”หนุ่มจีนสะสมอาวุธ – รับหลักฐานใหม่ “ศักดิ์สยาม”ซุกหุ้น จ่อร้องสอบป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หวั่นซ้ำรอยปธ.สภาฯ ปัดตกคำร้อง
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วิจารณ์รัฐบาลกรณีออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ว่า เป็นการดำเนินการที่ไม่ตรงไปตรงมา และเข้าข่าย “หนีสภาพลัส” เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของรัฐสภา โดยเฉพาะการนำวงเงิน 200,000 ล้านบาท สำหรับโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน มารวมไว้กับงบเยียวยาประชาชนใน พ.ร.ก.ฉบับเดียว
นายพริษฐ์ ระบุว่า ฝ่ายค้านได้เขียนคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญอย่างรัดกุม โดยพุ่งเป้าเฉพาะเงินกู้ 200,000 ล้านบาท ที่เกี่ยวข้องกับโครงการพลังงาน ซึ่งมองว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ พร้อมตั้งคำถามว่า หากรัฐบาลไม่มีเจตนา “สอดไส้” โครงการพลังงาน เหตุใดจึงไม่แยกออกเป็น พ.ร.บ.เงินกู้ หรือใช้งบประมาณปกติ ทั้งนี้ การเอาเงินเยียวยาประชาชนมารวมกับงบพลังงาน คือการฉวยโอกาสบนความเดือดร้อนของประชาชน และบีบให้ฝ่ายค้านต้องถูกมองว่าไม่เห็นด้วยกับมาตรการช่วยเหลือประชาชนไปด้วย
นอกจากนี้ พรรคประชาชนเตรียมยื่นญัตติด่วนในวันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม เพื่อเสนอจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้ พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว โดยชี้ว่า แม้ฝ่ายค้านจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ พ.ร.ก.มีผลบังคับใช้และรัฐบาลสามารถเดินหน้าใช้เงินได้ จึงจำเป็นต้องมีกลไกตรวจสอบจากสภา
นายพริษฐ์ ย้ำว่า การตั้ง กมธ.วิสามัญไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วง พ.ร.ก.กู้เงินโควิด-19 พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายรัฐบาลเปิดทางให้ตรวจสอบอย่างโปร่งใส และไม่ใช้เสียงข้างมากปิดกั้น
ส่วนความเป็นไปได้ในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายพริษฐ์ ระบุว่า พรรคฝ่ายค้านยังมีอาวุธทางการเมืองดังกล่าวอยู่ และพร้อมหารือร่วมกันถึงจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการใช้กลไกตรวจสอบรัฐบาลต่อไป

ขณะเดียวกัน นายพริษฐ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการพักโทษเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสจับตาว่า การกลับมาครั้งนี้อาจส่งผลต่ออำนาจต่อรองทางการเมืองและทำให้ฉากทัศน์การเมืองเปลี่ยนแปลงไป นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่ขอก้าวล่วงพรรคการเมืองอื่น แต่ในฐานะที่นายทักษิณเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็มีหลายนโยบายที่สร้างประโยชน์ให้กับประชาชน เช่น นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ที่ยังคงใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน พร้อมมองว่า ความรู้และประสบการณ์ของนายทักษิณ หากมีการถ่ายทอดหรือแลกเปลี่ยน ก็อาจเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ สำหรับบทบาททางการเมืองของนายทักษิณหลังจากนี้ จะเป็นอย่างไรนั้น ควรเป็นเรื่องที่พรรคเพื่อไทยหรือเจ้าตัวเป็นผู้ชี้แจงเอง
ส่วนสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกรณีชายแดนไทย-กัมพูชา ที่หลายฝ่ายจับตาความสัมพันธ์ระหว่างนายทักษิณ กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ว่าอาจส่งผลต่อสถานการณ์ชายแดนหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ต้องติดตามสถานการณ์หลังจากนี้ แต่ประเด็นด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน ถือเป็นเรื่องที่ฝ่ายค้านจับตาอยู่แล้ว พร้อมยกตัวอย่างกรณีที่พบชายชาวจีนสะสมอาวุธจำนวนมากในประเทศไทย ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า การรวบรวมอาวุธดังกล่าวมีความเชื่อมโยงหรือพัวพันกับหน่วยงานของรัฐอย่างไรบ้าง
นายพริษฐ์ ระบุว่า เรื่องดังกล่าวถือเป็นประเด็นสำคัญด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน และในการตั้งกระทู้ถามสดในสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 14 พฤษภาคมนี้ พรรคประชาชนตั้งใจจะหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นสอบถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อสังคม

ทั้งนี้ นายพริษฐ์ ในฐานะตัวแทนวิปฝ่ายค้าน รับยื่นหลักฐานเพิ่มเติมจากนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น” นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ในคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรณีถูกกล่าวหาปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือ “ซุกหุ้น” โดยหลักฐานชุดใหม่ประกอบด้วยคำเบิกความของอดีตรัฐมนตรีและบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าเป็น “นอมินี” รวมถึงข้อมูลเส้นทางการเงินระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งฝ่ายผู้ร้องเชื่อว่าจะช่วยสนับสนุนคำร้องของฝ่ายค้านในการยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งเรื่องต่อศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
นายภัทรพงศ์ ระบุว่า หลักฐานดังกล่าวสะท้อนว่า มติของ ป.ป.ช. ที่ยกคำร้องคดีซุกหุ้นอาจไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง พร้อมเรียกร้องให้ประธานสภาฯ ใช้ดุลพินิจอย่างเป็นธรรม และไม่ก้าวล่วงอำนาจเหมือนที่ถูกวิจารณ์ต่อ ป.ป.ช. และ กกต.
ด้านนายพริษฐ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ฝ่ายค้านและ สว. บางส่วนรวบรวมรายชื่อได้เกิน 140 รายชื่อแล้ว เพียงพอต่อการยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 อย่างแน่นอน พร้อมยืนยันว่า พรรคฝ่ายค้านจะเดินหน้าตรวจสอบกรณีนี้ต่อไป ไม่ว่าภาคประชาชนจะเข้าร่วมรวบรวมรายชื่อหรือไม่
สำหรับคำร้องที่กำลังจัดทำ แบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
1.ข้อสังเกตต่อข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานจากคดีในศาลรัฐธรรมนูญ เช่น เส้นทางการเงินและการโอนหุ้น ที่ฝ่ายค้านตั้งคำถามว่าเหตุใด ป.ป.ช. จึงไม่นำมาประกอบการพิจารณา หรือหากนำมาพิจารณาแล้ว เหตุใดจึงไม่มีข้อสรุปว่านายศักดิ์สยามมีเจตนาปกปิดบัญชีทรัพย์สิน
2.การตรวจสอบว่าป.ป.ช. พิจารณาข้อกล่าวหาครบถ้วนหรือไม่ หลังจากนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล และ สส.ฝ่ายค้าน เคยยื่นคำร้องไว้ก่อนหน้านี้ โดยฝ่ายค้านสงสัยว่าอาจมีบางประเด็นถูกละเว้นหรือตกหล่น
3.การตรวจสอบกระบวนการทำงานของ ป.ป.ช. ว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ตั้งแต่ขั้นตอนรับเรื่องจนถึงการไต่สวน เนื่องจากผู้ร้องเรียนไม่เคยได้รับการติดต่อหรือแจ้งความคืบหน้าจาก ป.ป.ช. เลย
นายพริษฐ์ ยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ป.ป.ช. อาจไม่ได้มีการ “ไต่สวน” คดีนี้อย่างเป็นทางการ ตามที่กฎหมายกำหนด โดยอ้างอิง พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 51 ที่ระบุว่าคดีสำคัญหรือคดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องมีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนหรือดำเนินการไต่สวนอย่างชัดเจน แต่ในแถลงการณ์ของ ป.ป.ช. กลับไม่ปรากฏรายละเอียดดังกล่าว
ทั้งนี้ นายพริษฐ์ ระบุว่า พรรคฝ่ายค้านพยายามจัดทำคำร้องให้ “ครอบคลุมและรัดกุมที่สุด” เพราะหลังยื่นเรื่องแล้ว ประธานสภาฯ จะเป็นผู้ใช้ดุลพินิจว่าจะส่งเรื่องต่อศาลฎีกาหรือไม่ พร้อมย้ำว่าไม่อยากให้ “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” หลังในอดีตคำร้องลักษณะเดียวกันเคยถูกปัดตกโดยประธานสภาฯ
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านยังตั้งเป้ายื่นคำร้องให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคมนี้ แต่ยังต้องรอเอกสารสำคัญจาก ป.ป.ช. เช่น รายละเอียดการพิจารณาคดี คำชี้แจง และความเห็นก่อนมีมติยกคำร้อง มาประกอบเพิ่มเติมด้วย
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news