นายกฯ ยัน สนทนา”หวัง อี้” ไม่มีคุยเอ็มโอยู 44 ย้ำเหตุที่ยกเลิก 20 กว่าปีไม่คืบหน้า ขณะ จีนพร้อมเป็นตัวกลาง เคลียร์ปัญหา ไทย-กัมพูชา ย้ำไทยตัดสินใจทุกอย่างยึดผลประโยชน์ประเทศเป็นหลัก
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าพบถึงกรณีมีการหารือเรื่องการยกเลิกเอ็มโอยู 2544 หรือไม่ ว่า ไม่ได้เจรจาวันนี้เป็นการหารือ ไม่มีอะไรเจรจากัน มีแต่บรรยากาศที่เป็นมิตร เรื่องเอ็มโอยู 44 ไม่ได้พูดถึง เพราะเป็นเรื่องของไทยกับกัมพูชา เป็นเรื่องที่เราดำเนินการภายใต้กรอบที่รัฐบาลไทยเห็นว่ามันควรจะเป็นอย่างไร
เมื่อถามว่า เอ็มโอยู 2543 จะต้องใช้กรอบในการศึกษานานเท่าไหร่ นายกฯ กล่าวว่า กำลังทำอยู่ ซึ่งมีการดำเนินการ และเราไม่ได้เลิกเอ็มโอยู 44 เพราะวันนี้มีความขัดแย้ง หรือมีการสู้รบกับกัมพูชา แล้วมายกเลิกซึ่งมันไม่ใช่ แต่เรายกเลิกเพราะยี่สิบกว่าปีมันไม่ไปไหน ไม่มีความคืบหน้า และบริบท สถานการณ์ของโลกเปลี่ยนไปเยอะ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็ไม่เหมือนเดิม ฉะนั้นเรายกเลิกในสิ่งที่อยู่ไปแล้วมันไม่ก่อประโยชน์ใดๆให้กับประเทศไทย และคนไทย ส่วนเอ็มโอยุ 43 แสดงให้เห็นความเป็นมืออาชีพของไทย เพราะมีความคืบหน้ามีความเห็นร่วมกันมาแล้วระหว่างสองประเทศ ถ้ามันไม่ใช่ประเด็นแห่งปัญหาเราก็ยังดำเนินต่อไปได้
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลัง ในการหารือและร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้มีการหารือเรื่องใดบ้าง ว่า ได้มีการหารืออย่างเป็นทางการที่กระทรวงการต่างประเทศ และมีน้ำใจมีไมตรีที่จะแวะมาที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อคารวะนายกรัฐมนตรีของไทยจึงมีการพูดคุยและยืนยันความสัมพันธ์และการสนับสนุนกันระหว่าง 2 ประเทศ
ซึ่งมีการพูดคุยกันทุกเรื่องและขอให้ทางการจีนได้ช่วยเจรจาทั้งเรื่องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ การบริหารจัดการจัดส่งพลังงานน้ำมันดิบแก๊สซึ่งขอให้รวมประเทศไทยอยู่ในบริบทการเจรจาด้วย เพราะเส้นทางการเดินเรือต่าง ๆ จากตะวันออกกลางไปประเทศมีส่วนที่ผ่านประเทศไทยด้วย ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนได้กล่าวว่าขออย่ากังวล เพราะไทยจีนก็เหมือนพี่น้องกัน

นอกจากนี้ ได้พูดคุยเรื่องของปุ๋ย ตนได้เรียนว่าเรื่องวิกฤตพลังงาน ประเทศไทยสามารถจัดการเรื่องน้ำมันได้ตอนนี้ค่อนข้างที่จะนิ่งแล้ว แต่ไม่ได้บอกว่ามั่นคงแล้ว เพราะไม่รู้ว่าสถานการณ์การสู้รบจะยืดเยื้อไปถึงเมื่อไหร่ แต่เราสามารถให้ความเชื่อมั่นว่าเรื่องของน้ำมันจะไม่มีคำว่าขาดแคลนหรือมีปัญหาอย่างแน่น ซึ่งได้ตรวจสอบกับกลุ่มผู้ค้าน้ำมัน และโลจิสติกส์ทุกอย่างแล้วประเทศไทยจะไม่มีปัญหาใด ๆ ที่จะทำให้เกิดปัญหาอย่างหนัก
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวกับนายหวังอี้ ว่า เมื่อสถานการณ์สามารถจัดการได้แล้ว ยังเหลืออีกสองประเด็นใหญ่ ๆ หากเราสามารถได้รับการสนับสนุนจากประเทศจีน ไทยก็จะไม่มีปัญหาใด ๆ ที่เป็นผลกระทบอย่างหนักจนไม่สามรถรับได้จากสถานการณ์ตะวันออกกลาง เช่น เรื่องปุ๋ย อยากให้ประเทศจีนพิจารณาเรื่องการจำหน่ายปุ๋ย ถ้าประเทศจีนมีปริมาณปุ๋ยที่มากเพียงพอ รัฐบาลก็อยากได้มาดูแลเกษตรกรไทย เพราะประเทศไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรม และเกษตรกรรม และอยากให้จัดสรรปุ๋ยมาในปริมาณที่เพียงพอกับประเทศไทย
รวมทั้งนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ได้เจรจากับทางประเทศรัสเซียในการขอซื้อปุ๋ยอีกด้วย ซึ่งหากจีนกับรัสเซียมีโควตาปุ๋ยมาจำหน่ายให้กับประเทศไทยได้ ก็จะช่วยทำให้แก้ไขปัญหาของไทยไปได้เยอะ
นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า นายหวังอี้ ได้เดินทางไปประเทศกัมพูชา ก่อนที่จะมาไทย ซึ่งยินดีที่จะเป็นตัวกลางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งจีนบอกว่าท่าทีของกัมพูชาต่อไทย “เหมือนกับว่าทางกัมพูชาไม่อยากสู้รบกับไทยแล้ว ไม่อยากเผชิญหน้า ไม่อยากมีความขัดแย้งแล้ว“ และทางการจีนได้มาแจ้งให้กับไทยทราบ และไทยยืนยันไม่อยากมีความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านเลย ในทุกภูมิภาค แต่ทุกเรื่องมีขั้นตอนในการพูดคุย และการสร้างกติกาขึ้นมาก่อนการพูดคุยในทิศทางใดที่จะทำให้ความสัมพันธ์ถูกรื้อฟื้นกลับขึ้นมาได้ แต่คงไม่ใช่ชั่วข้ามคืน ซึ่งต้องมีการสร้างความเชื่อมั่นต่อกันและกัน ทั้งความน่าเชื่อถือ และความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นท่าทีที่ตนได้แจ้งกับนายหวังอี้ไป
ส่วนที่ทางการจีนได้มาบอกกับไทยว่าทางกัมพูชาไม่อยากสู้แล้วนั้น ถือเป็นการแสดงความเป็นกลางหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราอย่าพึ่งพยายามไปเดาใจอะไร แต่เราต้องนึกถึงสิ่งที่ไทยจะได้อะไรจากท่าทีนี้ ประเทศไทยจะปลอดภัย 100 % และไม่เสียเปรียบด้านใดเลย อธิปไตยและดินแดนก็ยังคงอยู่ ดังนั้น ถ้ารัฐบาลจะตัดสินใจในแนวทางใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ
ขณะเดียวกันยังไม่มีมีการพูดถึงเรื่องการเปิดด่านชายแดนไทยกัมพูชา ส่วนท่าทีของทหารกัมพูชาซึ่งดูขัดแย้งกับความต้องการในการยุติสงครามนั้น นายอนุทิน มองว่า ไม่รู้ว่ามีการยั่วยุขนาดไหนแต่ไม่ใช่การยั่วยุจากที่รัฐบาลสั่งมาตราบใดที่ยังมีการกระทำอยู่ในเขตของกัมพูชาไม่ล่วงล้ำดินแดนเข้ามา ไทยต้องอดทนต้องนิ่งพอนิ่งให้เป็นและต้องไม่ยั่วยุกลับ
เมื่อถามว่าทางการจีนเข้าใจบรรยากาศ และท่าทีระหว่างไทยและกัมพูชา ใช่หรือไม่ นายอนุทิน ยืนยันว่าเข้าใจดี เพราะเราได้มีการพูดคุยกันลึกพอสมควรว่าปัญหาที่แท้จริงมาอย่างไร และวิธีการแก้ไขควรใช้แนวปฏิบัติเช่นไร

เมื่อถามว่าทางการจีนได้มายืนยันความเป็นกลางในการพูดคุยกับกัมพูชา ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราไม่ได้บอกว่าจีนมายืนยันความเป็นกลาง แต่จีนบอกว่าประเทศไทยเป็นประเทศบ้านพี่เมืองน้องของจีน
ซึ่งตนได้บอกกับจีนไปว่าไทยเป็นประเทศเล็ก ๆ แต่จีนบอกว่าไม่ใช่สำหรับจีน เพราะสำหรับจีนแล้ว ไทยเป็นประเทศที่ใหญ่ในภูมิภาคนี้ ดังนั้น ไทยไม่จำเป็นต้องให้ยืนยันอะไรว่าจีนจะเป็นกลางหรือไม่ แต่เราต้องดูท่าที
ทางการจีนได้มีพูดคุยถึงความร่วมมือในการปราบแสกมเมอร์หรือไม่ นายอนุทิน ยืนยันว่า ได้พูดคุยกัน ซึ่งทางการจีนบอกว่าไทยได้ให้ความร่วมมือในการปราบปรามแสกมเมอร์กับจีนเป็นอย่างมาก ซึ่งจะเห็นได้ว่าผู้ที่กระทำผิดที่เป็นแสกมเมอร์ตั้งแต่รุ่นใหญ่จนถึงรุ่นเล็ก ซึ่งการที่ไทยใช้มาตรการเด็ดขาดในการปราบปรามเรื่องนี้ ทำให้จีนสามารถได้ตัวผู้กระทำผิดเหล่านี้ไปดำเนินคดีที่ประเทศจีน หากไทยไม่จริงจังในเรื่องนี้ พูดเฉย ๆ แต่ไมาปฏิบัติตาม ป่านนี้แสกมเมอร์ก็ยังวนเวียนกระทำผิดอยู่ในประเทศไทย และจีนก็เห็นถึงท่าทีและความจริงจังของไทยอย่างชัดเจน
ส่วนความสนใจของจีนในการร่วมลงทุนในประเทศไทย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า มีการมาลงทุนเยอะมาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสมัยใหม่ อุตสาหกรรมยานยนต์และที่เกี่ยวเนื่อง ทั่งเซ็นเซอร์ต่าง ๆ และหุ่นยนต์ รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ AI และมองไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนอีกด้วย
นอกจากนี้ ได้มีการพูดคุยเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งจากวันนี้เป็นต้นไปต้องมีการนำมาพิจารณาเพิ่มเติมอย่างเข้มข้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าประเทศอินโดนีเซีย เริ่มเปรยว่าจะคิดค่าผ่านทางบริเวณช่องแคปมะละกา แม้จะยังไม่เกิดขึ้น แต่ก็มีความจำเป็นที่ไทยจะต้องเริ่มคิดเหมือนกัน เพราะหากเรือต้องผ่านช่องแคบหรือผ่านน่านน้ำของใคร เวลาเกิดเหตุนอกเหนือการควบคุม ก็เกิดความเสียหายมาก เราต้องเลือกพิจารณาทางเลือกอื่นของเราประกอบไปด้วย
ผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่าขับรถให้กับนายหวังอี้ นั่ง เป็นอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า เหมือนอาชีพเก่าขับแท็กซี่มาก่อน และผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ถือเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่ขับรถให้นั่งใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า น่าจะใช่
ส่วนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนชมว่าหล่อนั้น นายอนุทิน ตอบกลับทันทีว่า คนที่บ้านก็พูดแบบนี้
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews