“ทรัมป์”สั่งยิงทำลายเรืออิหร่าน ที่ขัดขวางการจราจรผ่านฮอร์มุซ

ต่างประเทศ ข่าว

 

“ทรัมป์”สั่งยิงทำลายเรืออิหร่าน ที่ขัดขวางการจราจรผ่านฮอร์มุซ ขณะ อิสราเอล และเลบานอนจ่อขยายหยุดยิงอีก 3 สัปดาห์

 

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้สั่งการให้กองทัพสหรัฐฯ “ยิง และทำลาย” เรือขนาดเล็กของอิหร่าน ที่วางทุ่นระเบิดเพื่อปิดกั้นการจราจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และให้เร่งดำเนินการกวาดล้างทุ่นระเบิด

โดย “ทรัมป์” โพสต์ในโซเชียลมีเดีย หลัง กองทัพสหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบขนน้ำมันของอิหร่าน ว่า

“ผมได้สั่งการให้กองทัพเรือสหรัฐฯ ยิงและทำลายเรือทุกลำ ไม่ว่าจะเป็นเรือขนาดเล็กก็ตาม ที่วางทุ่นระเบิดในน่านน้ำของช่องแคบฮอร์มุซ ห้ามลังเลเด็ดขาด นอกจากนี้ เรือกวาดทุ่นระเบิดของเรากำลังกวาดล้างช่องแคบอยู่ในขณะนี้ ผมขอสั่งการให้ดำเนินการดังกล่าวต่อไป แต่เพิ่มระดับเป็นสามเท่า!”

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ ไม่ได้กล่าวถึงมาตรการรับมือกับวิธีการอื่นๆ ที่อิหร่านใช้ในการปิดกั้นการเดินเรือตามเส้นทางนี้ ซึ่งส่วนใหญ่คือเรือเร็ว ขีปนาวุธ และโดรน

การเคลื่อนไหวนี้ เกิดขึ้นหนึ่งวันหลังจากที่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม โจมตีเรือบรรทุกสินค้า 3 ลำในช่องแคบ และยึดได้สองลำ

ขณะที่ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เผยแพร่คลิปวิดีโอเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ว่ากองกำลังสหรัฐฯ ขึ้นบนดาดฟ้าเรือบรรทุกน้ำมัน Majestic X ที่ติดธงชาติกินี ซึ่งถูกยึดในมหาสมุทรอินเดีย

โดยแถลงการณ์ ของเพนตากอน ระบุว่า เราจะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายทางทะเลทั่วโลกต่อไป เพื่อทำลายเครือข่ายที่ผิดกฎหมาย และสกัดกั้นเรือที่ให้การสนับสนุนด้านวัสดุแก่อิหร่าน ไม่ว่าพวกเขาจะปฏิบัติการอยู่ที่ใด

ทั้งนี้ จากข้อมูลการติดตามเรือแสดงให้เห็นว่าเรือ Majestic X อยู่ในมหาสมุทรอินเดียระหว่างศรีลังกา และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับเรือบรรทุกน้ำมัน Tifani ที่กองกำลังสหรัฐฯ ยึดได้ก่อนหน้านี้ โดยเรือลำดังกล่าว มีจุดหมายปลายทางที่เมืองโจวซาน ประเทศจีน

นอกจากนี้ ทรัมป์ยัง ประกาศผ่านโซเชียลมีเดีย หลังพูดคุยทูตอิสราเอล และเลบานอน ในห้องทำงานรูปไข่ ว่า อิสราเอล และเลบานอน เตรียมขยายเวลาหยุดยิงไปอีก 3 สัปดาห์ เพื่อขจัดอุปสรรคต่อการยุติสงครามสหรัฐฯกับอิหร่าน

ส่วน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกล่าสุด เวสต์เท็กซัส ปรับตัวสูงขึ้น 1.23% สู่ระดับ 97.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงเช้าวันศุกร์ ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล ปรับตัวสูงขึ้น 1.26% สู่ระดับ 106.4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่