นายกฯ มอบนโยบายจัดงบ70″ตรงเป้า-แม่นยำ”ตอบโจทย์10 พลัส

การเมือง ข่าว
นายกฯ มอบนโยบายงบปี70 วงเงิน 3.788 ล้านล้าน ย้ำทุกบาททุกสตางค์ต้องเกิดประโยชน์สูงสุด ตรงเป้า-แม่นยำตอบโจทย์ นโยบาย 10 พลัส ยันปรับลดงบไม่ตอบโจทย์-ไม่จำเป็น วางกฎเหล็ก เพิ่มขึ้นไม่เกินร้อยละ 20 กำชับเตรียมความพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ให้พร้อมไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามรุกราน

 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมีคณะรัฐมนตรี (ครม.)และผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าร่วมด้วย ว่า วันนี้เป็นวาระการมอบนโยบายจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ซึ่งในครั้งนี้อาจจะแตกต่างจากครั้งที่ผ่านมาเนื่องจากขณะเราอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ของโลกที่มีความผันผวนสูง ท่ามกลางการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศไทยและของทั้งโลกด้วย

 

สถานการณ์เช่นนี้ ภาครัฐจะต้องแสดงบทบาทเป็นผู้นำในการปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์โดยจะต้องปรับปรุงและปรับวิธีการทำงานให้เป็นเอกภาพและสูงขึ้นในทรัพยากรที่ใช้น้อยลง โดยเริ่มจากการปรับลดงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากที่สุด เพื่อแสดงให้เห็นถึงวิธีคิดในการวางแผนงบประมาณให้ทุกบาททุกสตางค์ของประชาชน เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริงให้กับประเทศของเรา

นายกฯ กล่าวต่อว่า การจัดทำงบประมาณปี 2570 ต้องตรงเป้าและแม่นยำและสามารถตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัส ของรัฐบาลในการนำพาประเทศพ้นภาวะวิกฤต ควบคู่กับการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไปอย่างมั่นคง และยั่งยืน หลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางโดยเร็ว ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศควบคู่การสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนเพื่อทำให้ประเทศไทยมีความสามารถแข่งขันที่สูงขึ้น

 

ด้วยนโยบาย 5 ด้าน 1.ด้านเศรษฐกิจ 2.นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง 3.นโยบายด้านสังคม 4.นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อมและ5.นโยบายด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย ทั้งนี้ วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570ตามแผนการคลังระยะปานกลาง ปี 2570 – 2573 ได้กำหนดกรอบไว้จำนวน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปี 2569 เพียง 7,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.2 เท่านั้น

ในขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายตามสิทธิ ตามกฎหมาย ตามข้อผูกพัน และสวัสดิการต่าง ๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากด้วยข้อจำกัดของงบประมาณ ปี 2570 และความจำเป็นในการ แก้ไขปัญหาของประเทศการใช้จ่ายงบประมาณ จะต้องคำนึงถึง หลักความคุ้มค่า และหลักงบประมาณ ฐานศูนย์ โดยไม่คำนึงถึงฐานงบประมาณที่เคยได้รับจัดสรรในปีที่ผ่านมา แต่เน้นเรื่องความจำเป็น ความเร่งด่วนและความเหมาะสมของสถานการณ์ ต้องปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและไม่ตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศให้มากที่สุด

 

การขอรับจัดสรรงบประมาณในปีนี้จะเพิ่มขึ้นได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของงบประมาณปี 2569 โดยส่วนที่เพิ่มขึ้น จะต้องเป็นรายจ่ายลงทุนนี่เป็นกฎเหล็กของปีงบประมาณ 2570 เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตในขณะนี้ และเป็นการวางรากฐานในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน รวมทั้งขอให้ทุกหน่วยรับงบประมาณปรับลดคำขอตั้งงบประมาณเกี่ยวกับการศึกษาดูงาน และปรับลดการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ของหน่วยงาน

นายกฯ กล่าวอีกว่า ขอให้เน้นการเช่ามากกว่าหรือหากมีความจำเป็นต้องมีการก่อสร้างขอให้ใช้การลงทุนในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย และเสนอคำขอตั้งงบลงทุนเท่าที่จำเป็นโดยเฉพาะเส้นทางคมนาคมให้มุ่งเน้นการซ่อมบำรุงเส้นทางเดิมมากกว่าการขยายเส้นทางใหม่ รวมถึงงบประมาณของกลุ่มจังหวัด ขอให้งดการตั้งงบประมาณเพื่อการพัฒนาถนนและแหล่งน้ำ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของพื้นที่ในการดำเนินการ

 

สำหรับงบประมาณของจังหวัดจะมีการพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามกฎหมาย เท่าที่จำเป็นเท่านั้น นอกจากนี้ ด้วยสถานการณ์ด้านพลังงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเรามีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดยปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น ทุกหน่วยงานต้องให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง โดยทุกหน่วยงานที่จะทำสัญญาเช่าหรือซื้อรถยนต์มาใช้ในราชการ ให้ดำเนินการเช่ารถยนต์ EV หรือรถยนต์ Hybrid สำหรับรายการที่ลงนามสัญญาเช่าไว้แล้ว ให้ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการในการพิจารณาปรับแก้ไขสัญญาเช่ารถราชการ จากเดิมที่เป็นรถยนต์สันดาป ให้สามารถเปลี่ยนเป็นรถยนต์ EV หรือ Hybrid ได้ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมทางธุรกิจ ต้นทุน ภารกิจของหน่วยงานและความเป็นไปได้รวมทั้งขอให้หน่วยงานติดตั้ง Solar Rooftop ในทุกพื้นที่ที่สามารถทำได้เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการฝ่าวิกฤตพลังงานเชื้อเพลิงในครั้งนี้ไปด้วยกัน

นายกฯ กล่าวด้วยว่า ขอเน้นย้ำว่ารัฐบาล ยึดหลักการสำคัญ 3 ประการในการทำงาน คือ 1.พิทักษ์ รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ 2.ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
และ 3.ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและการบริหารราชการแผ่นดิน บนหลักธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนขอให้พวกเราได้ร่วมมือกัน ทำภารกิจสำคัญนี้ ให้สำเร็จลุล่วงเพื่อขับเคลื่อน
ประเทศไทยของเรา ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

 

นายกฯ กล่าวต่อว่า ในส่วนเรื่องการดูแลความมั่นคงในประเทศ ในเรื่องการดูแลอาวุธยุทโธปกรณ์ต้องมีความพร้อม ต้องไม่ให้ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามของเราคิดว่าเขาสามารถจะมารุกรานประเทศของเราเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งการเตรียมความพร้อม
ทางด้านนี้ขอให้ทางกองทัพและสำนักงบประมาณได้วางแผนไว้เป็นอย่างดี เพราะหากมีเรื่องการสู้รบแต่ละครั้งสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องสร้างความมั่นใจคือเรามีศักยภาพมีแสนยานุภาพเพียงพอที่จะปกป้องอธิปไตยของแผ่นดินไทยของเรา
รวมถึงศักดิ์ศรีของประเทศไทย แผ่นดินที่เป็นของคนไทยที่เป็นของประเทศไทยจะต้องปรากฏอยู่ในแผนที่ประเทศไทยเท่านั้น ฉะนั้นขอให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการปกป้องดินแดนของพวกเรา

นายกฯ กล่าว่า สำหรับในช่วงแรกก่อนการกล่าวมอบนโยบายงบประมาณผมได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการงบประมาณ ระหว่าง 5หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงบประมาณกรมบัญชีกลาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงาน ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช. )และสำนักงาน ป.ป.ท. ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน
และยกระดับประสิทธิภาพในการทำงานของรัฐบาล เพื่อส่งมอบประเทศไทยที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกหลานของเราต่อไป

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่