นายกฯ ร่วมเปิดประชุมประจำปี”เอสแคป” สมัยที่ 82 ชูแนวทางการพัฒนาที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ครอบคลุม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพื่อสร้าง “สังคมสำหรับทุกช่วงวัย”อย่างแท้จริง พร้อมเร่งขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมและกล่าวปาฐกถาพิเศษในพิธีเปิดการประชุมประจำปี สมัยที่ 82 (82nd Session of the Commission: CS82) ของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (United Nations Economic and Social Commission for Asia and the Pacific: ESCAP) ภายใต้หัวข้อหลัก “Leaving no one behind: advancing a society for all ages in Asia and the Pacific”
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงสถานการณ์โลกในปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง และสภาวะทางการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนในทุกช่วงวัย และทำให้การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น โดยในบริบทเช่นนี้ การพัฒนาจะต้องครอบคลุมทุกกลุ่มและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ด้วยเหตุนี้ หัวข้อหลักของการประชุมในปีนี้ว่าด้วย “การขับเคลื่อนสังคมสำหรับทุกช่วงวัย” จึงไม่ใช่เพียงเป้าหมายเชิงนโยบาย แต่เป็นวาระเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างแท้จริง
ในบริบทที่ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว และเยาวชนหลายล้านคนกำลังก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน นายกรัฐมนตรีเห็นว่า จำเป็นต้องสร้างสังคมที่ให้คุณค่ากับทุกช่วงวัย และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ผ่านการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การสนับสนุนผู้สูงวัยให้มีสุขภาพดีและมีส่วนร่วมในสังคม ตลอดจนทำให้คนทุกกลุ่มได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี รวมถึงสามารถเข้าถึงบริการพื้นฐานและระบบคุ้มครองทางสังคมได้อย่างเท่าเทียม
สำหรับแนวทางของประเทศไทยตั้งอยู่บนหลักการที่เรียบง่าย คือ “การพัฒนาต้องยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง” โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต การส่งเสริมการสูงวัยอย่างมีคุณภาพ การสนับสนุนงานที่มีคุณค่าในเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง และการเสริมสร้างระบบคุ้มครองทางสังคมที่ทั่วถึงโดยต่อยอดจากระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีและมั่นคง
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความก้าวหน้าในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนหลายประการยังไม่เป็นไปตามแผน จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น โดยเห็นว่ามี 3 ประเด็นหลักที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่
1) เจตจำนงทางการเมือง ต้องปรับนโยบายให้สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาว และปฏิบัติตามพันธกรณีที่ให้ไว้อย่างเป็นรูปธรรม
2) การจัดหาแหล่งเงินทุน ต้องระดมทรัพยากรเพิ่มเติม รวมถึงการลงทุนจากภาคเอกชน และใช้เครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
3) ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน ต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น โดยเวทีระดับภูมิภาคอย่างเอสแคป (ESCAP) สามารถสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีและขยายผลแนวทางแก้ไขให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ไทยมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าภาพเอสแคปมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2492 และให้ความสำคัญต่อบทบาทของเอสแคป ในฐานะเวทีสำหรับการหารือ สร้างความร่วมมือ และการดำเนินการเชิงปฏิบัติ โดยเฉพาะในโลกที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไทยมุ่งมั่นสนับสนุนเอสแคปให้เป็นเวทีที่เชื่อมโยงความร่วมมือระดับภูมิภาคกับการดำเนินงานในประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และแปลงเป้าหมายร่วมให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
อนึ่ง การประชุมประจำปีของเอสแคปเป็นการประชุมหลักของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ภายใต้กรอบสหประชาชาติ สำหรับปีนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 24 เมษายน 2569 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจานเป็นประธาน ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวเป็นเวทีให้ประเทศสมาชิกร่วมหารือในประเด็นสถานการณ์ประชากรในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต รวมถึงประเด็นสำคัญทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น การส่งเสริมงานที่มีคุณค่า การมีงานทำอย่างทั่วถึงในทุกกลุ่มอายุ คุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุข และสมบูรณ์ทั้งกาย ใจ และสังคมแก่ผู้สูงวัย รวมถึงการเสริมพลังทางเศรษฐกิจแก่สตรี
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews