ลดราคาหน้าโรงกลั่น 2 บาท สัญญาณรัฐ “กล้าแตะทุนพลังงาน”

การเมือง ข่าว
“สติธร” ชี้ ใช้ พ.ร.ก.ลดราคาหน้าโรงกลั่น 2 บาท สัญญาณรัฐ “กล้าแตะทุนพลังงาน” แม้ดูเล็กแต่มีนัยทางการเมือง

 

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นต่อกรณีคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบน.) มีมติใช้อำนาจตามพระราชกำหนด เพื่อลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นลง 2 บาทต่อลิตร ว่า

แม้มาตรการดังกล่าวอาจดูเป็นการปรับลดเพียงเล็กน้อย แต่ในเชิงนโยบายและการเมืองถือว่ามีนัยสำคัญ โดย ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลอยู่ภายใต้แรงกดดันจากสังคมให้เร่งแก้ปัญหาราคาพลังงาน โดยเฉพาะประเด็นค่าการกลั่น ที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก การตัดสินใจใช้มาตรการดังกล่าวจึงสะท้อนความพยายามของรัฐในการแสดงบทบาทเชิงรุก และพิสูจน์ศักยภาพในการบริหารจัดการปัญหาที่กระทบประชาชนโดยตรง

“แม้จะเป็นเพียง 2 บาท แต่ถือเป็นการ กล้าแตะโครงสร้างผลประโยชน์ของภาคโรงกลั่น ซึ่งที่ผ่านมาแทบไม่เคยมีรัฐบาลใดเข้าไปดำเนินการในลักษณะนี้” ดร.สติธร ธนานิธิโชติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม มองว่า การดำเนินมาตรการลักษณะนี้ต้องอาศัยจุดสมดุลระหว่างการดูแลผู้บริโภคและการรักษาเสถียรภาพของภาคธุรกิจพลังงาน เนื่องจากหากกดดันผู้ประกอบการมากเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อระบบโดยรวมได้ แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็จำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่าสามารถดูแลประชาชนได้จริง

ในมุมการเมือง เห็นว่า การตัดสินใจดังกล่าวมีผลต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล โดยเฉพาะในช่วงที่คะแนนนิยมถูกท้าทายจากสถานการณ์พลังงานโลก หากมาตรการสามารถบรรเทาภาระค่าครองชีพได้ ก็มีโอกาสช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน

สำหรับแนวโน้มในระยะต่อไป ดร.สติธร ประเมินว่า ปัจจัยหลักยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หากความขัดแย้งคลี่คลาย ราคาพลังงานก็อาจปรับตัวลดลงได้ แต่หากยืดเยื้อ รัฐบาลไม่ว่าชุดใดก็จำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ โดยหันไปให้ความสำคัญกับพลังงานทางเลือกและการกระจายแหล่งนำเข้า

“ในระยะยาว ไทยต้องลดการพึ่งพาพลังงานจากภูมิภาคเดียว และค่อยๆ ปรับไปสู่พลังงานทดแทน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องทำต่อเนื่อง ไม่ใช่มาตรการระยะสั้น” ดร.สติธรกล่าว

แม้รัฐบาลจะเผชิญเสียงวิจารณ์จากสังคม แต่ถือเป็นเรื่องปกติในภาวะวิกฤต เนื่องจากประชาชนเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง และความคาดหวังต่อการแก้ปัญหาย่อมสูงตามไปด้วย

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

';

ประเด็นที่คุณอาจสนใจ

';