“นครินทร์”ปัดให้ความเห็นแก้ รธน. รับมีจุดบกพร่อง โยนอำนาจรัฐสภา ชี้คดีบัตรเลือกตั้งกรอบไม่เกิน 1 ปี ย้ำตุลาการยังเป็นอิสระ แม้ถูกวิจารณ์ เลือกมาจาก สว.สีน้ำเงิน
สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจัดโครงการสัมมนา “ศาลรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชน” โดยนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงข้อเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ขอไม่แสดงความเห็น เนื่องจากเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาโดยตรง แต่ยอมรับว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มีข้อบกพร่องอยู่บ้าง โดยเฉพาะการเปิดช่องให้มีการปรึกษาหารือจากเดิมที่ศาลรับพิจารณาเฉพาะคดีที่มีข้อขัดแย้ง
พร้อมยกตัวอย่างประเด็นวาระการดำรงตำแหน่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งปัจจุบันกำหนดไว้ 7 ปี ต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่กำหนด 9 ปี โดยมองว่า 7 ปีเป็นระยะเวลาที่สั้นเกินไป เมื่อเทียบกับมาตรฐานต่างประเทศที่ส่วนใหญ่อยู่ที่ 9–12 ปี ส่งผลให้ตุลาการต้องใช้เวลาในการปรับตัวช่วงต้น และเมื่อเริ่มมีความเชี่ยวชาญก็ใกล้หมดวาระแล้ว โดยเฉพาะในปีหน้าจะมีตุลาการครบวาระพร้อมกันหลายราย

สำหรับกรอบการพิจารณาคดีบัตรเลือกตั้งที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องบาร์โค้ด ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า ยังไม่สามารถกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนได้ เนื่องจากต้องรอพยานหลักฐานจากทั้งสองฝ่าย แต่โดยหลักแล้วไม่ควรเกิน 1 ปี โดยสถิติที่ผ่านมา คดีที่ใช้เวลานานที่สุดอยู่ที่ประมาณ 11 เดือน
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงกระบวนการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา (สว.) ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง “สว.สีน้ำเงิน” ว่า ที่มาของบุคคลกับความเป็นอิสระในการทำหน้าที่เป็นคนละเรื่องกัน โดยเชื่อว่าตุลาการทุกคนสามารถรักษาความเป็นอิสระได้ แม้จะถูกตั้งข้อสงสัยจากสังคม พร้อมยอมรับว่ากระบวนการตามรัฐธรรมนูญอาจมีข้อจำกัด ซึ่งจะเห็นปัญหาชัดเจนเมื่อมีการนำมาใช้จริง เปรียบเหมือนการซื้อบ้านที่ต้องเข้าไปอยู่ก่อนจึงจะเห็นปัญหา
ด้านนายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวเสริมถึงประสบการณ์ส่วนตัวว่า แม้ตนจะไม่ได้มาจาก สว.ชุดปัจจุบัน แต่ก็ยังถูกมองว่าเป็น “ผลไม้พิษ” จากกระบวนการสรรหา โดยยืนยันว่าตนผ่านการตรวจสอบตามขั้นตอนทุกประการ และไม่เคยมีข้อร้องเรียนใด ๆ ในกระบวนการคัดเลือก พร้อมย้ำว่าไม่เคยมีอคติในการทำหน้าที่
ขณะเดียวกัน นายนครินทร์ ยังกล่าวถึงบทบาทและความท้าทายของศาลรัฐธรรมนูญว่า สื่อมวลชนและศาลจำเป็นต้องปรับตัวและทำความเข้าใจกันมากขึ้น ท่ามกลางบริบทของสื่อที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจากปัจจัยด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคม พร้อมชี้แจงข้อจำกัดของศาลว่า แม้จะมีอำนาจในบางเรื่อง แต่ไม่ใช่ฝ่ายบริหารที่มีงบประมาณจำนวนมาก โดยศาลมีงบประมาณเพียงราว 300 ล้านบาท ขณะที่ฝ่ายบริหารมีงบประมาณระดับหลายล้านล้านบาท อีกทั้งศาลจะพิจารณาได้ต่อเมื่อมีผู้ยื่นคำร้องเข้ามาเท่านั้น หากเรื่องใดไม่เข้าองค์ประกอบคดี ศาลก็ไม่สามารถดำเนินการได้

ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของ “พลเมืองตื่นรู้” (Active Citizen) ที่ต้องมีความเข้าใจทางการเมือง กล้าแสดงออก และสามารถยื่นคำร้องที่เข้าองค์ประกอบทางกฎหมายได้อย่างถูกต้อง แทนการร้องเรียนแบบไม่เปิดเผยตัวตน
ในตอนท้ายยังได้เปรียบเทียบบทบาทของตุลาการว่า การตัดสินคดีมีเพียงถูกหรือผิดตามกฎหมาย ไม่มีทางสายกลาง ต่างจากการให้เกรดในระบบการศึกษา พร้อมยอมรับว่าศาลเปิดรับฟังคำวิจารณ์จากนักวิชาการ แต่ต้องอยู่ในกรอบที่สุภาพและไม่ละเมิดอำนาจศาล
ทั้งนี้ ยังกล่าวถึงแนวคิดการมีโฆษกศาลรัฐธรรมนูญว่า ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากไม่มีผู้เหมาะสมและมีความกล้ารับหน้าที่ดังกล่าว ขณะเดียวกันเห็นว่าหน้าที่ในการอธิบายคำวินิจฉัยควรเป็นบทบาทของสื่อมวลชน พร้อมกันนี้ ยังยอมรับว่าช่วงเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญเผชิญความท้าทายมากที่สุดในรอบ 28 ปี คือกรณีปี 2540 ที่เกิดความผิดพลาดในการนับคะแนนคดีสำคัญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทเรียนสำคัญขององค์กรในอดีต
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews