สถานการณ์ราคาน้ำมันใประเทศไทยที่กำลังเผชิญกับแรงกดดันหลังซาอุดิอาระเบีย งดส่งน้ำมันในเอเชีย ไทยได้รับผลกระทบอะไรบ้าง?!
ล่าสุด คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมัน
โดยเฉพาะดีเซล เพิ่มขึ้น 1.80 บาทต่อลิตร มาอยู่ที่ 32.94 บาทต่อลิตรในขณะที่กลุ่มเบนซินปรับขึ้น 2 บาทต่อ ซึ่งส่งผลให้แก๊สโซฮอล์ อยู่ที่ 34.68 บาทและ 95 อยู่ที่ 35.05 บาท มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น.
การปรับขึ้นครั้งนี้เกิดจากแรงกดดันด้านต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันในตลาดโลกแตะระดับ 223 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิมเพียง 92 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 131 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลทำให้ต้นทุนน้ำมันเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 26 บาทต่อลิตร
ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระชดเชยสูงถึงวันละเกือบ 2,400 ล้านบาทหรือราว 70,000 ล้านบาทต่อเดือน จนไม่สามารถอุ้มราคาต่อไปได้และจำเป็นต้องปล่อยให้ราคาน้ำมันปรับตามกลไกตลาดเพื่อรักษาสภาพคล่องของกองทุนในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากราคาน้ำมันประเทศเพื่อนบ้านที่ปรับตัวสูงขึ้นเช่น มาเลเซีย ราคาน้ำมันแตะระดับ 38.70 บาทต่อลิตร ทำให้ไทยไม่สามารถตรึงราคาต่ำเกินไปเนื่องจากอาจกระตุ้นให้เกิดการลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศและการกักตุนเพื่อเก็งกำไร
และ ปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวเร่ง ของวิกฤตราคาน้ำมันครั้งนี้ มาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางโดยเฉพาะการที่ ซาอุดิ อารามโก (Saudi Aramco) บริษัทน้ำมันรายใหญ่ของซาอุฯประกาศงดส่งออกน้ำมันดิบไปยังตลาดเอเชียในเดือนเมษายน 2569 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2ซึ่งตัวเลขการส่งออกสะท้อนผลกระทบอย่างชัดเจน
ฉะนั้น สถานการณ์ดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรง เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึง 50-60% ของการนำเข้าทั้งหมดโดยเฉพาะจากซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ผลกระทบที่เกิดขึ้นสามารถแบ่งได้เป็น 3 ด้านหลัก
ด้านแรก คือ ความเสี่ยงด้านปริมาณน้ำมัน โรงกลั่นในไทยจำเป็นต้องเร่งหาแหล่งนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคอื่น เช่น สหรัฐฯ หรือแอฟริกา ซึ่งมีต้นทุนขนส่งสูงขึ้นและต้องแข่งขันกับประเทศขนาดใหญ่อย่างจีนและอินเดีย ขณะเดียวกันบางอุตสาหกรรมเช่น ปิโตรเคมี อาจเริ่มได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบ และต้องลดกำลังการผลิต
ด้านที่สอง คือ ราคาน้ำมันขายปลีกที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จากความกังวลเรื่องอุปทานในตลาดโลกที่หายไปจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 112 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และส่งผ่านมายังราคาหน้าปั๊มในไทย โดยเฉพาะกลุ่มเบนซินขณะที่ดีเซลยังพยายามตรึงราคาให้อยู่ในระดับประมาณ 33 บาทต่อลิตรเพื่อลดผลกระทบต่อภาคขนส่ง
ด้านสุดท้าย คือ ต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น นอกจากน้ำมันแล้วไทยยังนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ผ่านเส้นทางดังกล่าวประมาณ 24% ของการนำเข้าทั้งหมดหากการขนส่งยังมีข้อจำกัด จะส่งผลให้ต้นทุนผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น และมีโอกาสปรับค่าไฟฟ้าในรอบถัดไปเมื่อรวมกับต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ราคาสินค้าและบริการต่าง ๆ ปรับตัวสูงขึ้นตามเกิดภาวะเงินเฟ้อจากต้นทุน และกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนโดยตรง
ฉะนั้นแล้ว สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อซาอุฯ ลดการส่งออกย่อมส่งแรงกระเพื่อมต่อตลาดพลังงานทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews