“พิพัฒน์” ประชุม ศบก. ติดตามแนวทางกระจายน้ำมันสำรอง

การเมือง ข่าว
“พิพัฒน์” ประชุม ศบก. ติดตามแนวทางกระจายน้ำมันสำรอง กำชับรักษาข้อมูลที่ประชุม ต้องสื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน ยันไม่เจตนาปิดบัง แต่หวั่นกระทบความเชื่อมั่น เผยนายกฯ สั่งในสัปดาห์นี้ ต้องไม่สถานีบริการใด ที่บอกว่าไม่มีน้ำมันขาย เตรียมนำดีเซล B20 ออกสู่ตลาด

 

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ,พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม , พร้อมด้วยผู้บริหารและตัวแทนจากบริษัทน้ำมันยกษ์ใหญ่ของประเทศ อาทิ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ,บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีกจำกัด (มหาชน) ,บริษัทพีทีจี เอ็นเนอร์ยี จำกัด(มหาชน) ,บริษัท ซัสโก้ จำกัด(มหาชน) ,บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด ,บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) ,และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

โดยนายพิพัฒน์ กล่าวเปิดการประชุมว่า วันนี้เป็นการติดตามผลการประชุม ศบก. เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลมีมาตรการเร่งด่วนใน 3 เรื่องเพื่อแก้ปัญหาน้ำมันไม่เพียงพอหน้าสถานีบริการน้ำมัน คือ การผ่อนปรนการสำรองน้ำมันเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันในระบบเพื่อรองรับความต้องการส่วนเกินที่ผิดปกติในช่วงนี้ /การผ่อนผันการเดินรถของรถบรรทุกน้ำมันตลอด 24 ชั่วโมงทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถขนส่งน้ำมันได้มากขึ้น และการเข้มงวดในการป้องกันการกักตุน โดยเมื่อวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีเพื่ออนุญาตให้ผู้ประกอบการน้ำมันสามารถนำน้ำมันสำรองตามกฎหมายออกมาให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วยิ่งขึ้น

โดยวันนี้จะเป็นการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินการตามมาตรการขั้นต้น โดยเฉพาะการนำน้ำมันสำรองมาใช้บริการกับประชาชน ว่าจะสามารถเริ่มต้นได้เมื่อไหร่ และมีปริมาณเท่าไหร่ในแต่ละวัน เพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์ให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว และสร้างความมั่นใจให้ประชาชน ว่าน้ำมันจะถูกกระจายอย่างทั่วถึงและเพียงพอ

นายพิพัฒน์ยังเน้นย้ำ ถึงความสำคัญของการรักษาข้อมูลของการประชุมทุกครั้ง โดยขอให้ทุกคนดำเนินการอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การสื่อสารต่อสาธารณะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และมีความถูกต้องแม่นยำ โดยยืนยันไม่ได้มีเจตนาการปิดบังข้อมูล แต่ในสถานการณ์ที่หลายประเด็นยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน จึงจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการเผยแพร่ เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะการบิดเบือนข้อมูล อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

จากนั้น นายพิพัฒน์ ได้แถลงภายหลังการประชุม ว่า ศบก. มีการประชุมทำความเข้าใจและหารือผู้ค้าตามมาตรา 7 บริษัทและโรงกลั่น จากภาพข่าวที่ได้เห็นในแต่ละวันเกิดความกลาโหม ตื่นตระหนกในสถานีบริการน้ำมันต่างๆ ซึ่งไม่มีน้ำมันจ่ายให้กับประชาชน ตนขอแจ้งให้คนไทยได้รับทราบว่า ในแต่ละวันโรงกลั่นและผู้ค้าตามมาตรา 7 ได้มีการนำน้ำมันอัดฉีดเข้าสู่ระบบสถานีบริการเกือบหมื่นแห่ง จากอดีตเคยเติมน้ำมันและมีผู้ใช้บริการประมาณ 67 ล้านลิตร แต่ระยะนี้ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 82- 84 ล้านลิตรต่อวัน แต่ยังไม่เป็นที่เพียงพอกับผู้ใช้ในประเทศไทยทั้งหมด และจากวันที่ 21 มีนาคม นายกรัฐมนตรี มีการลงนามในคำสั่ง ให้งดเก็บน้ำมันสำรอง ที่จะเพิ่มของผู้ค้ามาตรา 7 และโรงกลั่น ในวันที่ 31 มีนาคม 0.5 % และ 31 เมษายน เพิ่มขึ้น 1.5% ซึ่งจะมีน้ำมันสำรองถึง 3% ซึ่งจะขอชะลอออกไป ซึ่งคงไว้ซึ่งน้ำมันสำรองเพียง 1% เหมือนเดิม จากก่อนหน้าที่จะจะมีสงครามเกิดขึ้น ทั้งยังมีการหารือว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้ผู้ค้าตามมาตรา7 และโรงกลั่นปล่อยน้ำมันสำรองทุ่มเข้าสู่ตลาด เพื่อให้พอต่อความต้องการของผู้ใช้ทั้งหมด

ซึ่งนายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการว่าภายในสัปดาห์นี้ คงเห็นว่าไม่มีสถานีบริการใด ที่บอกว่าไม่มีน้ำมันขาย โดยผู้ค้าตามมาตรา 7 ได้ร่วมการหารือและรับทราบ โดยทุกษริษัทจะพยายามปฎิบัติตามข้อสั่งการนายกฯ รวมถึงโรงกลั่นต่างๆ พยายามกลั่นให้ได้ 100 %หรือเกิน 100% และพยามปล่อยน้ำมันให้ผู้ค้ามาตรา7 เพื่อบรรเทาและผ่อนคลายให้กับผู้ใช้ได้อย่างเพียงพอ

ซึ่งตนขอประชาสัมพันธ์ ขอให้คนไทยรับทราบ และที่สำคัญเราจะมีน้ำมันดีเซล B20 โดยสุดสัปดาห์นี้ OR บางจาก และเชลล์ จะมีน้ำมันสูตรนี้ออกมาให้กับบริการกับผู้ใช้อุตสาหกรรมและจะขายผ่านทางจ็อบเบอร์

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews