เปิดราคาน้ำมันอาเซียน พบไทยยังต่ำสุดดีเซล 31.14 บาท/ลิตร

ทั่วไป ข่าว

 

กระทรวงพลังงาน เปิดราคาน้ำมันประเทศอาเซียน พบไทยยังต่ำสุด ดีเซล 31.14 บาท/ลิตร ขณะที่สิงคโปร์ ผู้ผลิตน้ำมันราคาดีดร้อยละ 40 พร้อมเปิดตัว อแปพลิเคชั่น fuel Now แจ้งสถานะบริการสถานีบริการน้ำมัน 139 แห่งทั่วประเทศ

 

นายวัชรินทร์ บุญฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน แถลงสถานการณ์ด้านพลังงานประจำวันจันทร์ที่ 23 มีนาคม 2569 ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก. ว่า เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมาราคาน้ำมันดิบดูไบ พุ่งสูงถึง 158 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ซึ่งหากเปรียบเทียบจะสูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตการณ์อยู่ประมาณ 122% ทำให้เกิดผลกระทบถึงความกดดันต่อราคาพลังงานภายในประเทศ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้ใช้มาตรการที่มีอยู่ ทั้งในเรื่องการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อชดเชยให้ราคาน้ำมันภายในประเทศมีเสถียรภาพ และไม่มีความผันผวนยังคงให้ประชาชนสามารถที่จะใช้ราคาน้ำมัน ในระดับที่ไม่กระทบต่อภาวะค่าครองชีพมากจนเกินไป

ขณะที่สถานการณ์ราคาขายปลีกภายในประเทศไทย น้ำมันดีเซลของประเทศไทย ณ วันนี้จะจำหน่ายดีเซลอยู่ที่ 31.14 บาทต่อลิตร ในขณะที่แก๊สโซฮอล์ E10 จำหน่ายอยู่ที่ 33.05 บาทต่อลิตร นอกจากการใช้เงินในกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคา ภาครัฐยังมีการส่งเสริมในเรื่องการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่มีในประเทศ ได้แก่น้ำมันไบโอดีเซลซึ่งได้มีการปรับการผสมไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 ช่วยส่งเสริมในเรื่องของการใช้พลังงานที่มีภายในประเทศ.นอกจากนี้จะยังเป็นการลดภาระในการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเช่นเดียวกัน

และอีกหนึ่งมาตรการคือแก๊สโซฮอล์ปัจจุบันแก๊สโซฮอล์ที่มีการจำหน่ายในตลาด แก๊สโซฮอล์ 95/ E10 ทางกระทรวงพลังงาน ได้มีการบริหารจัดการให้มีราคาที่แตกต่างจากแก๊สโซฮอล์ 95 /E20 โดยมีส่วนต่างราคาประมาณ 5 บาท ซึ่งประชาชนจะมีแรงจูงใจในการใช้ E20 มากขึ้น ทำให้สามารถเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ในประเทศเช่นเดียวกัน

ด้านสถานการณ์ราคาน้ำมันในประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนกระทรวงพลังงานได้มีการติดตามเรื่องสถานการณ์ราคาจำหน่ายปลีก ในแต่ละประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะพบว่าหลังจากที่มีเหตุการณ์ประเทศต่างๆในอาเซียนได้มีการทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกทั้งเบนซิน

ด้านสถานการณ์ราคาน้ำมันในประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนกระทรวงพลังงานได้มีการติดตามเรื่องสถานการณ์ราคาจำหน่ายปลีก ในแต่ละประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะพบว่าหลังจากที่มีเหตุการณ์ประเทศต่างๆในอาเซียนได้มีการทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกทั้งเบนซินและดีเซลอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกตัวอย่างในปัจจุบันมาเลเซียมีการเพิ่มราคาขายปลีก.น้ำมันดีเซลร้อยละ 64 ขณะที่เบนซินร้อยละ 34 / เวียดนาม เพิ่มราคาน้ำมันดีเซลร้อยละ 53 เบนซินร้อยละ 39 /สิงคโปร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันที่มีนัยยะสำคัญในภูมิภาคมีการเพิ่มน้ำมันดีเซลร้อยละ 40 เบนซิน ร้อยละ 26?/ อินโดนีเซียเพิ่ม ดีเซล ร้อยละ 12 และ เบนซิน ร้อยละ 4 / ฟิลิปปินส์ น้ำมันดีเซลร้อยละ 73 เบนซินร้อยละ 53 /

ซึ่งก็มีข้อสังเกตที่สำคัญว่าปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ประมาณ 31.14 บาทต่อลิตรในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย อยู่ที่ 38-39 บาทต่อลิตร เพราะฉะนั้น ท่ามกลางสถานการณ์การขายปลีกประเทศไทยยังถือว่าราคาต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน แต่อย่างไรก็ตามทางกระทรวงพลังงานก็ยังมุ่งเน้นที่จะบริหารสถานการณ์ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศให้มีความมั่นคงสามารถที่จะลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนได้อย่างต่อเนื่องขณะเดียวกันก็ยังต้องดูการรักษาเสถียรภาพต่างๆทั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเหมาะสมซึ่งจะเป็นส่วนที่พลังงานดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่การใช้พลังงานจะต้อง อีกส่วนหนึ่งที่จะต้องเน้นย้ำขอความร่วมมือคือการเชิญชวนให้ประชาชนและทุกภาคส่วนได้ร่วมกันประหยัดพลังงานซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับระบบพลังงานของประเทศ

ส่วนจะต้องประเมินสถานการณ์เงินอุดหนุนเข้าไปอย่างไรบ้างนั้น? นายวุฒิทัต ตันติเวสส  รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน? กล่าวว่า? กองทุนน้ำมันมีสถานะติดลบ อยู่ในระดับประมาณ 20,000 ล้าน 1 วันใช้เงินอุดหนุนประมาณ 2,000 ล้านบาท ส่วนจะต้องอุดหนุนไปอีกนานเท่าใดนั้น ตามนโยบายปัจจุบัน มีเพดานอยู่ที่ 33 บาทต่อลิตรในส่วนของดีเซล? ส่วนการทยอยลดการชดเชย จะทำกันหลายครั้ง และแต่ละครั้งอาจมีอัตราในการลดการชดเชยที่ไม่เท่ากัน ส่วนการปรับขึ้นราคาหน้าปั๊มจะมีการปรับขึ้นอีกครั้งเมื่อใด ไม่ทราบ อยู่ที่นโยบาย

ส่วนกลางยกเลิกเรื่องการสำรองน้ำมัน 3% จะมีผลเลยหรือไม่ รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงานกล่าวว่าในวิธีปฏิบัติจะช่วยผ่อนคลายสถานการณ์วิกฤตหน้าปั๊มอย่างไร จะทำให้ผู้ค้าไม่ต้องพะวงที่จะมีการนำน้ำมันที่ผลิตได้มาเก็บสำรอง ณสถานการณ์ตอนที่ เพิ่มปริมาณน้ำมันสำรอง ผ่านการออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ฉบับที่ 2 ที่จะมีการเก็บสำรองเพิ่มขึ้น 1.5% ในเดือนมีนาคม และ 3% ในสิ้นเดือนเมษายน สถานการณ์ยังคาดการณ์ไม่ได้ แต่สถานการณ์การสู้รบต่อเนื่องยาวนาน แต่เพื่อเป็นการเสริมสภาพคล่องให้กับการจัดส่งน้ำมัน และการนำน้ำมันเชื้อเพลิง จัดส่งไปยังปลายทาง มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น เลยจะยังคงอัตราน้ำมันสำรองไว้ที่ 1% เพื่อทำให้ภาพรวม การบริหารจัดการ น้ำมันตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ก็ถามต่อว่า 3% จะช่วยทำให้น้ำมันเข้าสู่ระบบได้อีกปริมาณเท่าใด รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ชี้แจงว่า 1% ของเบนซิน จะคิดเป็น 120 ล้านลิตร 1% ของดีเซลคิดเป็น 250 ล้านลิตร

ส่วนทางกระทรวงพลังงานมีความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาน้ำมันขาดที่หน้าสถานีบริการอย่างไรแล้วบ้างนั้น รองอธิบดีธุรกิจพลังงานกล่าวว่า กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน การปรับลด มาตรการน้ำมันสำรองเพื่อผ่อนผันข้อจำกัดเพื่อจะเร่งนำน้ำมันเข้าสู่ระบบ หลังจากที่สถานการณ์ จัดหาน้ำมันคลี่คลายลง รวมถึงออกคำสั่งห้ามสถานีบริการ ปฏิเสธการจำหน่ายน้ำมันแก่กลุ่มภารกิจจำเป็นและฉุกเฉิน เช่นรถพยาบาล รถดับเพลิง รถหน่วยงานราชการ รวมถึงกลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบอาชีพที่จำเป็นเพื่อให้กลุ่มพื้นฐานของประเทศ ดำเนินต่อไปได้พร้อมกับกำชับ ครูคะน้ำมันตามมาตรา 7 เร่งบริหารจัดการสต็อก และกระจายน้ำมัน ผ่านเครือข่ายอย่างทั่วถึง รวมถึงต้องรายงานข้อมูลการค้า และราคา ทุกวันเพื่อความโปร่งใส และป้องกันการกักตุน? กรมธุรกิจพลังงานยังได้ประสานความร่วมมือ กลุ่มโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมัน อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับมาตรการการสำรองน้ำมัน ที่สอดคล้องกับสถานะปัจจุบัน เพื่อเติมน้ำมันเข้าสู่ระบบและขอให้สื่อสารกับประชาชนด้วยข้อมูลและข้อเท็จจริง เพื่อลดความตื่นตระหนก

กรมธุรกิจพลังงาน ยังอยู่ระหว่างการจัดทำแอปพลิเคชัน Fuel Now ที่แสดงถึงสถานะสถานีบริการ ว่าปิดทำการ หรือเปิดมีให้บริการ ที่จะต้องมีการกรอกข้อมูล ณ ปัจจุบัน ทั้งชนิดน้ำมันและปริมาณ

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews