พรรคเพื่อไทย มติเอกฉันท์หนุน ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ ด้าน ‘จุลพันธ์’ บอก หลังโหวตเสร็จจะคุยจัดสรรการทำงานร่วมกัน ขณะ ส่ง สส.ลงพื้นที่ รับฟังปัญหาผลกระทบวิกฤตพลังงาน เร่งทำข้อเสนอถึงรัฐบาล ใช้กลไกภาครัฐแก้ปัญหาให้ประชาชน แนะแผนระยะยาว เปลี่ยนผ่านใช้พลังงานสีเขียว ภายใน 4 ปี
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวภายหลังการประชุมหารือกับ สส. พรรคเพื่อไทยถึงแนวทางการโหวตนายกรัฐมนตรีในการประชุมสภาฯ ในวันที่ 19 มี.ค. ว่า วันนี้มีการประชุม สส. ของพรรคเพื่อไทย โดยมีวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 19 มีนาคม ซึ่งมีวาระการเสนอรายชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยจากความชัดเจนของพรรคเพื่อไทยจากการหารือมาอย่างต่อเนื่องในการเข้าร่วมรัฐบาล ทางพรรคจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าจะสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และวันที่ 19 มีนาคม เรามีการนัดหมายตั้งแต่เช้าเพื่อประชุมร่วมกันและเตรียมความพร้อมสู่การลงมติต่อไป
ส่วนมติเอกฉันท์ของพรรคที่จะโหวตนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากนี้จะมีการนัดคุยกันเพื่อส่งชื่อรัฐมนตรีบ้างหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไปทีละขั้นตอน อีกไม่กี่วันแล้ว หลังจากที่เลือกนายกรัฐมนตรีเสร็จ ก็จะมีการคุยกับนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือนัดหมายในเรื่องของการพิจารณาจัดสรรการทำงานร่วมกันต่อไป
เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยมีการพูดคุยกันบ้างหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พูดคุยกันอยู่ตลอด เป็นเรื่องปกติ แต่การตัดสินใจยังไม่ได้ดำเนินการ อยู่ที่องค์คณะที่คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย
เมื่อถามย้ำว่าใกล้ลงตัวแล้วหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ใกล้นานแล้ว

ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทย จัดประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และบุคลากรทางการเมืองประจำสัปดาห์ โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรค และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ แกนนำพรรค และ สส. ร่วมประชุมด้วย ในที่ประชุมได้พูดคุยยกประเด็นเรื่องวิกฤตพลังงาน เพราะในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และมีความเป็นห่วงเป็นใยต่อพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการหาน้ำมันเติมไม่ได้ และค่าพลังงานเพิ่มสูงขึ้นซึ่งเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจที่รุนแรง
จากนั้น นายยศชนัน ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงผลการประชุมว่า เป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษดังนั้น ต้องสื่อสารไปถึงประชาชนทุกคนให้ตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น เพราะปัญหาพลังงานหากมีการเจรจาพูดคุยกับประเทศที่ขัดแย้งอาจจะจบได้ ซึ่งอาจจะจบภายใน 1 เดือน 3 เดือน หรือหากลากยาวไปถึง 6 เดือน หรือ 1 ปีจะเกิดอะไรขึ้นกับประชาชนบ้าง โดยเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตนเองได้พูดคุยกับผู้สมัครและให้ลงพื้นที่เพื่อที่จะดูถึงผลที่จะเกิดขึ้นและความเป็นไปได้ ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการผู้ผลิต ผู้รับเหมา หรือผู้ที่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของประชาชนมีอยู่ 3 เรื่องคือเรื่องที่อยู่อาศัย การคมนาคมขนส่ง ที่เห็นได้ชัดคือเรื่องของราคาน้ำมันและการกระจายน้ำมันที่ไม่เพียงพอและ เรื่องของราคาสินค้าพี่กำลังทยอยขึ้น ซึ่งมาจากการผลิต การขนส่ง

นอกจากนี้ ยังได้พูดคุยกับ สส. แบบบัญชีรายชื่อ ให้ลงพื้นที่ไปในเขตที่ไม่มี สส. ของพรรคเพื่อไทยเพื่อเร่งแนวทางในการแก้ไขในระยะสั้น และให้เห็นหน้างาน ซึ่งเราก็จะนำตรงนี้มาประมวลผลและส่งให้กับทางรัฐบาล ถึงแนวทางการแก้ปัญหาเบื้องต้น ซึ่งรัฐบาลจะสามารถใช้กลไกภาคและดูแลตรงนี้ให้ชัดเจน
ส่วนปริมาณน้ำมันดิบที่ผ่านการกลั่นออกมา ต้องมีแผนระยะกลางและระยะยาว เพื่อเข้าสู่พลังงานสีเขียว ลดการใช้น้ำมัน และเพิ่มการใช้พลังงานทดแทน ซึ่งจะต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างของการปฏิบัติการ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการผลิต ภายใน 1 – 2 ปี แต่ไม่เกิน 4 ปี ซึ่งต้องใช้กลไกของต่างประเทศมาประเมินควบคู่กันกับกลไกทางเศรษฐกิจ ในการดูแลแหล่งพลังงาน
นายยศชนัน กล่าวอีกว่า เรื่องนี้ต้องสื่อสารให้ประชาชนได้ทราบล่วงหน้า เพื่อให้เกิดการเตรียมความพร้อม โดยพรรคเพื่อไทยจะทำเต็มความสามารถที่จะช่วยประชาชน และสะท้อนในส่วนนี้ ให้รัฐบาลใช้กลไกภาครัฐในการดูแลประชาชน เพื่อให้สามารถผ่านวิกฤตตรงนี้ไปด้วยกัน
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews