“โรม”รอดูโผ ครม. จี้ คดี”ชนนพัฒฐ์” ก่อนเปิดสภา

การเมือง ข่าว

 

“โรม”รอดูโผ ครม. จี้ คดี”ชนนพัฒฐ์” ก่อนเปิดสภา หวั่นใช้เอกสิทธิ์คุ้มครอง กั๊กส่งชื่อ “เท้ง” ชิงนายกฯ พร้อมขอรัฐเปิดข้อมูลจริงรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

 

 

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกระแสรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่มีคนรุ่นใหม่จำนวนมากจนถูกตั้งฉายาว่า “ลูกเทพ” ว่า ในมุมของความคาดหวังประชาชน ขณะนี้ยังเชื่อว่ารายชื่ออาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ และยังไม่สามารถสรุปได้ 100 เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นคือคณะรัฐมนตรีที่ยึด “ความสามารถ” เป็นหลัก มากกว่าการพิจารณาจากสายสัมพันธ์หรือวงศาคณาญาติเพราะประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน จึงควรมีรัฐมนตรีที่มีศักยภาพเพียงพอในการแก้ไขปัญหา และหากรัฐบาลมีรัฐมนตรีเพียงไม่กี่คนที่มีความเชี่ยวชาญ แต่ที่เหลือเป็นผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมย่อมทำให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลพร้อมรับมือกับความท้าทายของประเทศหรือไม่ เพราะประชาชนคาดหวังรัฐบาลที่มีความสามารถมากกว่าการยึดโยงด้วยตระกูลทางการเมือง

 

 

ส่วนกระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาลที่อาจมีเสียงสนับสนุนราว 292 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้านมีประมาณ 209 เสียง และมีคำถามว่าพรรคประชาชนจะเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีแข่งขันหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่าในทางปฏิบัติยังไม่สามารถสรุปได้ว่าพรรคใดจะอยู่ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านอย่างชัดเจน เนื่องจากยังไม่แน่ใจว่าตัวเลขฝ่ายค้านจะเป็นไปตามข่าวหรือไม่ และยังไม่ทราบว่าจะมีกรณี “งูเห่า” เกิดขึ้นหรือไม่ทั้งนี้ หากถามในฐานะพรรคประชาชน เรื่องการเสนอชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือประธานสภา ยังต้องรอความชัดเจนจากพรรคอีกครั้ง โดยโฆษกพรรคจะเป็นผู้ชี้แจงอย่างเป็นทางการ

 

สำหรับกรณีที่พรรคกล้าธรรมอาจเข้าร่วมเป็นฝ่ายค้านเพื่อตรวจสอบรัฐบาลนั้น นายรังสิมันต์ ระบุว่า ต้องไปถามร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เพราะการเป็นฝ่ายค้านของแต่ละพรรคมีได้สองสถานการณ์ คือเลือกเป็นฝ่ายค้านด้วยตนเอง หรือไม่ได้รับเชิญเข้าร่วมรัฐบาล จึงต้องมาเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้แน่ชัดว่าพรรคกล้าธรรมจะอยู่ในสถานะใด

 

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนในฐานะว่าที่ฝ่ายค้านได้เตรียมทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลต่อเนื่อง แม้สภาผู้แทนราษฎรยังไม่เปิดประชุมอย่างเป็นทางการ ทำให้กลไกการตรวจสอบหลายด้าน เช่นการอภิปรายหรือคณะกรรมาธิการ ยังไม่สามารถดำเนินการได้เต็มที่ แต่พรรคยังคงเก็บข้อมูลและติดตามประเด็นต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

 

หนึ่งในประเด็นที่ติดตามคือกรณีของนายเบน สมิธ ซึ่งมีรายงานว่าทางการสิงคโปร์จับกุมกรรมการบริษัท 2 คนที่เชื่อมโยงกับบริษัท CAI ซึ่งเกี่ยวพันกับธุรกิจสแกนม่านตา การไล่ซื้อหุ้นบริษัทต่าง ๆและอาจเกี่ยวข้องกับขบวนการฟอกเงิน โดยบุคคลทั้งสองยังมีความเกี่ยวข้องกับกองทุนที่เชื่อมโยงกับบริษัทฮุ่ยวัน กรุ๊ป ซึ่งมีเส้นทางการเงินจำนวนมหาศาล พรรคประชาชนจึงเห็นว่าควรมีการขยายผลตรวจสอบอย่างจริงจัง

 

นายรังสิมันต์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการดำเนินคดีเกี่ยวกับขบวนการสแกมเมอร์ ว่าการทำงานของรัฐบาลยังขาดความสม่ำเสมอ โดยเฉพาะกรณีนายเบน สมิธ ที่มีการออกหมายจับในคดีที่ไม่ใช่คดีใหญ่ทั้งที่มีคดีเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท จึงทำให้เกิดคำถามว่าทำไมคดีสำคัญเหล่านั้นจึงยังไม่มีการออกหมายจับเพิ่มเติม

 

นอกจากนี้ การตรวจสอบกรณีสแกนม่านตาซึ่งถูกส่งไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อาจเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติและคดีนอกราชอาณาจักรแต่กลับยังไม่เห็นความคืบหน้าที่ชัดเจน จึงอยากเห็นมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจังมากขึ้น

 

ขณะเดียวกัน ยังได้กล่าวถึงกรณีของนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.เขต 4 จังหวัดสงขลา พรรคกล้าธรรม โดยมองว่าการดำเนินคดีในขณะนี้อาจเป็นการ “ซื้อเวลา” เพื่อรอให้ผ่านขั้นตอนการปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่ง สส. ก่อน จากนั้น อาจอ้างเอกสิทธิ์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อคุ้มครองตนเอง

 

นายรังสิมันต์ ระบุว่า ไม่อยากเห็นสถานการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น และต้องการให้เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังก่อนการเปิดประชุมสภา เพื่อไม่ให้เกิดภาพว่านักการเมืองสามารถใช้ตำแหน่งเป็นเกราะป้องกันคดีความพร้อมตั้งคำถามว่าหากปล่อยให้เกิดกรณีเช่นนี้ จะเป็นการสร้างมาตรฐานที่ไม่เหมาะสมต่อสังคมหรือไม่ พร้อมกันนี้ ยังตั้งข้อสังเกตต่อท่าทีของรัฐบาลในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์

 

โดยตั้งคำถามว่าการดำเนินการในปัจจุบันเป็นการ “ประสานมิจ สร้างมิจ ปกป้องมิจ หรืออุ้มชูมิจ” หรือไม่ ซึ่งหากยังไม่มีความชัดเจน อาจทำให้ประชาชนเกิดความไม่สบายใจต่อการทำงานของรัฐบาล นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการจัดซื้อเครื่องบินของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ก่อนหน้านี้มีข้อมูลเชื่อมโยงกับนายเบน สมิธ ซึ่งควรมีการชี้แจงข้อเท็จจริงให้ชัดเจน

 

นายรังสิมันต์ ระบุว่า เมื่อสภาเปิดประชุม พรรคประชาชนในฐานะฝ่ายค้านจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ แม้จะยอมรับว่าสภาชุดนี้ยังมีข้อคำถามเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ยุติธรรมของการเลือกตั้งที่ผ่านมา

 

ขณะเดียวกัน ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นการสำรองพลังงานที่รัฐบาลเคยระบุว่าสามารถรองรับได้ประมาณ 60 วัน ซึ่งมีคำถามว่าสามารถรองรับสถานการณ์ได้จริงหรือไม่ หากความขัดแย้งยืดเยื้อ

 

นายรังสิมันต์ ระบุว่า ปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องน้ำมัน แต่เริ่มมีสัญญาณความเสี่ยงด้านการขาดแคลนปุ๋ย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรและเศรษฐกิจโดยรวม แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามออกมาสื่อสารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนก็ตาม

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียงคำยืนยันว่า “เอาอยู่” แต่ต้องการทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์และระดับความพร้อมของประเทศ เพื่อให้สามารถเตรียมตัวรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้

 

นายรังสิมันต์ เห็นว่า รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา พร้อมนำเสนอแผนการรับมือที่ชัดเจน เช่น หากจำเป็นต้องจัดหาน้ำมันเพิ่มเติม รัฐบาลมีแผนจะนำเข้าจากแหล่งใดหรือจะดำเนินมาตรการอย่างไร เพื่อให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลกำลังเตรียมความพร้อมอย่างจริงจัง พร้อมกันนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญความเสี่ยงจากสถานการณ์ระหว่างประเทศกลับมีภาพว่านายกรัฐมนตรีเข้าร่วมกิจกรรมสัมมนาพรรคการเมือง และพรรคภูมิใจไทยลงพื้นที่กรณีเขากระโดง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีข้อพิพาท จึงทำให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนมากเพียงใดในช่วงเวลานี้

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews