กต.ชี้สถานการณ์ตะวันออกกลางยังอ่อนไหว เร่งคนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยง อิหร่านลงทะเบียนกลับแล้ว 117 คน ขณะ ก.แรงงาน ชะลอส่งแรงงานไทย พร้อมแผนอพยพฉุกเฉิน
ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ฉุกเฉินในตะวันออกกลาง แถลงความคืบหน้าสถานการณ์ล่าสุด โดยกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าสถานการณ์ในภูมิภาคยังคงมีความเปราะบางและอาจส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมเรียกร้องให้คนไทยในพื้นที่เสี่ยงพิจารณาเดินทางออกโดยเร็วที่สุด
โดยนายปณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์พบว่าการโจมตีระหว่างอิสราเอล สหรัฐฯ และอิหร่านยังคงดำเนินต่อเนื่อง ส่งผลกระทบไปยังหลายประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะเลบานอนซึ่งถูกโจมตีทางอากาศหลายพื้นที่ รวมถึงกรุงเบรุต ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบราย และมีผู้พลัดถิ่นไม่น้อยกว่า 65,000 คน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่ามีคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต กระทรวงการต่างประเทศจึงขอให้คนไทยในพื้นที่เสี่ยงพิจารณาออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งลงทะเบียนแจ้งที่อยู่และช่องทางติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือได้ทันท่วงที

สำหรับการช่วยเหลือคนไทยในอิหร่าน ขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนเดินทางกลับประเทศไทยแล้ว 117 คน โดยแบ่งเป็น 2 รอบ คือวันที่ 7 มีนาคม จำนวน 68 คน และวันที่ 10 มีนาคม จำนวน 49 คนเนื่องจากบางส่วนยังอยู่ระหว่างการดำเนินการขอวีซ่าขาออก นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่กรมการกงสุลได้เดินทางไปยังตุรกีแล้ว เพื่อเตรียมประสานการอพยพคนไทยจากอิหร่านผ่านเส้นทางทางบกก่อนต่อเครื่องบินเดินทางกลับประเทศไทย ส่วนประเทศเลบานอน ปัจจุบันมีคนไทยอยู่ในพื้นที่ 118 คน โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด ได้ออกประกาศขอให้คนไทยเดินทางออกจากเลบานอนโดยเร็วที่สุด ขณะที่ยังมีเที่ยวบินพาณิชย์ให้บริการ พร้อมทั้งขอให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงและติดตามประกาศจากสถานทูตอย่างใกล้ชิด
ขณะที่ประเทศบาห์เรน มีคนไทยแจ้งความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทยแล้ว 917 คน โดยเมื่อวันที่ 4 มีนาคม สถานเอกอัครราชทูตได้นำคนไทยกลุ่มแรกจำนวน 9 คน เดินทางข้ามไปยังเมืองดัมมัม ประเทศซาอุดีอาระเบีย เพื่อขึ้นเครื่องบินกลับประเทศไทย และยังมีคนไทยอีกหลายกลุ่มที่จะทยอยเดินทางกลับในช่วง 2–3 วันข้างหน้า สำหรับคูเวตและกาตาร์น่านฟ้ายังคงปิดอยู่ ทำให้การเดินทางออกยังมีข้อจำกัด โดยสถานเอกอัครราชทูตยังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมพิจารณาเส้นทางอพยพเพิ่มเติมหากมีความจำเป็นขณะเดียวกัน กรมสุขภาพจิตได้เปิดช่องทาง LINE Official เพื่อให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตแก่คนไทยในตะวันออกกลาง
รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยังเปิดเผยด้วยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีความกังวลต่อสถานการณ์ที่ยังมีความเปราะบาง และย้ำว่าการดำเนินนโยบายของไทยต้องอยู่บนพื้นฐานของความสมดุล เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ โดยเฉพาะความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่
พร้อมกันนี้ ยังขอให้ผู้ที่มีความรู้หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศใช้ความระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ โดยควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบและคำนึงถึงความปลอดภัยของคนไทยที่ยังอยู่ในพื้นที่เป็นสำคัญ
ด้านนายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงานและโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานในตะวันออกกลางผ่านระบบของกรมการจัดหางานจำนวน 61,396 คน หลังเกิดสถานการณ์สู้รบเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงแรงงานได้ตั้งศูนย์ช่วยเหลือและประสานงานเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดพร้อมกันนี้ได้ชะลอการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นการชั่วคราว โดยเฉพาะในอิสราเอล อิหร่าน และประเทศที่มีความเสี่ยง จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
กระทรวงแรงงาน ยังได้ผลักดันให้แรงงานไทยในต่างประเทศติดตั้งแอปพลิเคชัน Smart TOEA เพื่อใช้บันทึกพิกัดสถานที่ทำงานและที่พัก ซึ่งจะช่วยให้กระทรวงแรงงานสถานเอกอัครราชทูต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถติดตามตำแหน่งและให้ความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน รวมทั้งใช้เป็นช่องทางสื่อสารข้อมูลสำคัญกับแรงงานไทยในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังให้สำนักงานแรงงานจังหวัดทั่วประเทศลงพื้นที่เยี่ยมครอบครัวแรงงานไทย เพื่อสร้างความเข้าใจและขอความร่วมมือให้แจ้งแรงงานในต่างประเทศดาวน์โหลดแอปพลิเคชันดังกล่าว พร้อมทั้งเตรียมแผนรองรับการอพยพแรงงานไทย หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น
ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานมีสำนักงานแรงงานไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง 3 แห่ง ได้แก่ กรุงเทลอาวีฟ กรุงอาบูดาบี และกรุงริยาด ซึ่งจะทำงานร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลและช่วยเหลือแรงงานไทยในพื้นที่ต่อไป
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews