‘กรณ์’ ชี้ ‘ภาษีทรัมป์ 10%’ พลิกวิกฤตเป็นโอกาสการค้าไทย-โลก จับตาจุดเปราะบาง ‘กำลังซื้อในประเทศ’ ด้าน “วีระพงษ์” ชำแหละหมัดฮุก “ศาลสูงสหรัฐ” สั่งเบรกภาษีทรัมป์: ข่าวดีที่มาพร้อม “ดาบสอง” ของไทย
นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาโพสต์ผ่านเพจส่วนตัวชี้ให้เห็นว่า
1. ผ่าแผน ‘ทรัมป์’ ใช้ช่องกฎหมาย 150 วัน จากการที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ วินิจฉัยตีตกมาตรการภาษีชุดเดิม โดนัลด์ ทรัมป์ ได้โต้กลับด้วยการประกาศใช้ มาตรา 122 ภายใต้กฎหมาย Trade Act 1974 เรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 10% จากทุกประเทศทั่วโลก นั้นมองว่า เป็นมาตรการชั่วคราวตามกฎหมายมีอำนาจบังคับใช้เพียง 150 วัน และเกมการเมืองแม้กฎหมายเพดานสูงสุดคือ 15% แต่ทรัมป์เลือกเก็บ 10% สะท้อนถึงการ “รักษาหน้า” มากกว่าเจตนาเก็บจริงจัง รวมถึงความยากในการต่ออายุ หากจะขยายเวลาเกิน 150 วัน ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งมีความท้าทายสูงทั้งในแง่การเมืองและการตีความข้อกฎหมาย
2. ข่าวดีส่งออกไทย ‘ได้อานิสงส์’ ภาษีลดฮวบ ในเชิงเปรียบเทียบประเทศไทยถือว่าได้รับประโยชน์จากสถานการณ์นี้ เนื่องจากการเจรจาเดิมไทยเคยถูกวางเป้าไว้ที่อัตราภาษีถึง 19% การปรับลดลงมาเหลือ 10% เท่ากับประเทศอื่นๆ ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยดีขึ้นทันที สินค้าไทยที่ได้รับยกเว้น ทรัมป์ระบุข้อยกเว้นในกลุ่มสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตเองได้ หรือเป็นวัตถุดิบจำเป็น ได้แก่ อาหาร อิเล็กทรอนิกส์บางประเภท รถกระบะบางชนิด
3. เตือน ‘ไส้ใน’ เศรษฐกิจไทยยังน่าห่วง แม้ปัจจัยภายนอก (ส่งออก) จะมีทิศทางบวก แต่คุณกรณ์เน้นย้ำว่าเครื่องยนต์หลักของไทยยังติดขัดใน 3 จุดสำคัญ เช่น 1.กำลังซื้อภายในประเทศอ่อนแอ ประชาชนไม่มีกำลังจับจ่าย 2. วิกฤตสินเชื่อ สถิติการปล่อยสินเชื่ออยู่ในระดับต่ำมาก แล3.ความเสี่ยงหนี้เสีย (NPL) ทั้งในส่วนของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่เป็นระเบิดเวลาสำคัญ
4. ปัจจัยเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ‘อิหร่าน’ ภาคการค้าโลกยังวางใจไม่ได้ เพราะอาจเกิดกรณีที่ทรัมป์พยายามกู้หน้าผ่านนโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะความขัดแย้งกับ อิหร่าน กรณีดี คือ จบลงด้วยการเจรจาและข้อตกลงทางการค้า/การทูต กรณีที่แย่ คือ การใช้กำลังทหาร ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อต้นทุนพลังงานและเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก
การเปลี่ยนผ่านนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ครั้งนี้อาจเป็น “ลมช่วยพัด” ให้การส่งออกไทยในระยะสั้น แต่หัวใจสำคัญคือรัฐบาลไทยจะแก้โจทย์ “กำลังซื้อในประเทศ” ที่ซบเซาได้อย่างไรภายใต้สภาวะหนี้ท่วม

ด้านนายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ด้านเศรษฐกิจระหว่างต่างประเทศ โพสต์ข้อความ ผ่าน Facebook ส่วนตัวเช่นกัน ว่า หน้าหนึ่งเศรษฐกิจโลกต้องจารึก! เมื่อศาลสูงสุดสหรัฐฯ (The US Supreme Court) ลงดาบตัดสิน 6 ต่อ 3 ชี้ชัดว่าการเก็บภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ภายใต้กฎหมาย IEEPA ที่รัฐบาลทรัมป์ใช้เล่นงานคู่ค้าทั่วโลกรวมถึงไทย (ที่โดนอยู่ 19%) นั้น “ขัดรัฐธรรมนูญ” กลายเป็นสุญญากาศทางการค้าชั่วข้ามคืน
พร้อมออกโรงเตือนผู้ประกอบการไทย อย่าเพิ่งดีใจจนออกนอกหน้า เพราะเกมนี้ “ทรัมป์” สู้กลับทันควันด้วยแผนสำรองที่อาจแสบสันกว่าเดิม
สรุป 3 ประเด็นร้อน ไทยได้หรือเสีย
1. ภาษีลดจาก 19% เหลือ 10% แต่เป็น “โปรโมชั่นชั่วคราว” แม้ศาลจะสั่งยกเลิกภาษี 19% เดิม แต่ทรัมป์อาศัยช่องว่างกฎหมายใหม่ (มาตรา 122 ของ The Trade Act 1974) ประกาศเก็บภาษี 10% กับทุกประเทศทั่วโลกทันที มีผล 24 ก.พ. นี้
มุมบวก: สินค้าไทยภาระภาษีลดลงจาก 19% เหลือ 10% ในระยะสั้น มุมลบ: กฎหมายนี้ใช้ได้เพียง 150 วัน (ถึง ก.ค. 69) หลังจากนั้นทรัมป์ เตรียมงัด “มาตรา 301” มาไล่บี้ประเทศที่สหรัฐฯ มองว่า “ค้าขายไม่เป็นธรรม” เช่น การละเมิดลิขสิทธิ์หรือบิดเบือนค่าเงิน ซึ่งไทยต้องเตรียมรับมือให้ดี
2. “เงินคืน” หมื่นล้าน… ตกในกระเป๋าใคร? ประเด็นที่ผู้ส่งออกไทยต้องทำความเข้าใจคือ เงินภาษีที่ศาลสั่งให้คืนนั้น “คืนให้ผู้นำเข้าฝั่งสหรัฐฯ” ไม่ได้คืนให้ผู้ส่งออกไทยโดยตรง
ความจริงที่ต้องรู้: หากนายสมพงษ์ (ผู้ส่งออกไทย) ขายของให้นายจอห์น (ผู้นำเข้าสหรัฐฯ) เงินที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะคืนคือคืนให้นายจอห์น
ทางออก: ผู้ประกอบการไทยต้องรวมกลุ่มกันเจรจากับคู่ค้าในสหรัฐฯ เพื่อขอส่วนแบ่งหรือสิทธิประโยชน์คืน ซึ่งกระบวนการนี้จะ “ยากและยาวนาน” เพราะทรัมป์ประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมจ่ายคืนง่ายๆ
3. ปรับกลยุทธ์เจรจา เลิกคุยภาพรวม เน้น “รายสินค้า” เมื่อกติกาเปลี่ยน โจทย์ของรัฐบาลไทยต้องเปลี่ยนตาม
ทั้งนี้ นายวีระพงษ์ เสนอ 2 ยุทธศาสตร์สู้ศึกการค้า คือ 1.เจรจารายตัว: ต้องเดินตามรอยอังกฤษ เจรจาขอยกเว้นภาษีเป็น “รายสินค้า” ที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย เพื่อสร้างแต้มต่อเหนือคู่แข่ง แลั 2.เตรียมเกราะป้องกัน: เตรียมข้อมูลให้แน่นเพื่อโต้แย้งข้อหา “ค้าขายไม่เป็นธรรม” ที่สหรัฐฯ อาจนำมาอ้างเพื่อขึ้นภาษีในอนาคต

พร้อมจับตา “สินค้าอันตราย” ที่ยังโดนภาษีหนัก อย่าลืมว่าภาษีในกลุ่ม ทองแดง อะลูมิเนียม และรถยนต์ ยังคงอยู่! เพราะอ้างอิงกฎหมายคนละฉบับ (มาตรา 232) และ มีโอกาสที่ทรัมป์จะเพิ่มความเข้มข้นของภาษีนี้เพิ่มเติม เช่น เพิ่มอัตราภาษี หรือเพิ่มรายการสินค้าที่โดนภาษี
สรุปคือเราได้หายใจคล่องขึ้นชั่วคราวจากการลดภาษีเหลือ 10% แต่นี่คือสงครามตัวแทนทางการค้าที่ต้องจับตาดูแบบวันต่อวัน การเจรจาเชิงรุกเท่านั้นคือทางรอดของไทย
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews