“อัครแสนคีรี” วอนรัฐบาลใหม่ เร่งหามาตราการแก้ปัญหาไฟป่าภูแลนคา จ.ชัยภูมิ หลังลามเทือกเขาภูแลนคา กว่า 5 พันไร่ ฝาก ครม.ตั้งงบจัดหาเครื่องมือทำแนวกันไฟ – บรรเทาไฟป่า ให้กับท้องถิ่นหรือจังหวัด
นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ ว่าที่สส.ชัยภูมิ เขต 7 พรรคกล้าธรรม กล่าวถึงกรณีจังหวัดชัยภูมิ กำลังเผชิญสถานการณ์ไฟป่ารุนแรง บนเทือกเขาภูแลนคา ซึ่งคาดว่าจะสร้างความเสียหาย กับพื้นที่ป่าแล้วไม่น้อยกว่า
5,000 ไร่ และยังคงลุกลามอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหลักมาจากป่าที่แห้งแล้งจัดจากภาวะโลกร้อน ที่ทำให้ฤดูแล้งมาเร็วกว่าปกติ อีกทั้งเป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยวอ้อย ทำให้มีปัญหาการเผาใบเพื่อลดต้นทุน
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ค่า PM 2.5 ในพื้นที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 จังหวัดชัยภูมิ พบจุดความร้อนจากการเผาในพื้นที่การเกษตรและป่าไม้ทะลุ 1,229 จุด ทำให้ติดอันดับ 2
ของประเทศ ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและกระทบต่อสุขภาพประชาชนโดยรวมอย่างหนัก
การควบคุมไฟป่าเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากพื้นที่เกิดเหตุเป็นหน้าผาสูงชัน เจ้าหน้าที่อุทยานต้องทำงานตลอดทั้งวันทั้งคืนด้วยการเดินเท้า ใช้เครื่องมือตบไฟ และเครื่องเป่าลม ไฟป่าบนยอดเขาภูแลนคา
ยังคงไหม้เป็นบริเวณกว้างและลุกลามต่อเนื่องมานานกว่า 3 วันแล้ว

ทั้งนี้ ตนขอเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ เร่งแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยอย่าปล่อยปัญหาของประชาชน ควรประสานกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ช่วยเหลือประชาชนแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ให้ไฟป่าขยายวงไปยังพื้นที่อื่น
รวมถึงแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่กระทบกับประชาชนในพื้นที่ และในระยะยาว ต้องวางมาตรการรับมือจริงจัง กับจุดความร้อน และมลพิษทางอากาศ ทั้งที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ และธรรมชาติ โดยตนอยากให้รัฐบาล
ตั้งงบประมาณให้ท้องถิ่นหรือจังหวัดเพื่อจัดตั้งศูนย์ป้องกันไฟป่าภูแลนคา เร่งจัดหาเครื่องจักร อาทิ เครื่องมือ เพื่อทำแนวกันไฟในพื้นที่เขตเสี่ยงภัยต่อไฟป่า เครื่องมือดับเพลิงเช่นรถน้ำ หรือโดรนรดน้ำ
สำหรับพื้นที่สูง เครื่องมือตรวจจับความร้อน เช่นโดรนตรวจจับความร้อนเป็นต้น หลังเป็นพื้นที่ราบสูง เครื่องมือจำกัด บางจุดดับไฟยากเพราะอยู่สูง
ขณะที่อีกด้านชาวบ้านเกษตรกรในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ ก็ฝากเรียกร้องไปถึงว่าที่รัฐบาลใหม่ในครั้งนี้ด้วยที่อยากให้มีมาตรการเร่งด่วนในการเร่งแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวมที่เกิดภาวะโลกเดือด เกิดภัยแล้ง-น้ำท่วมซ้ำซาก ที่มีอากาศแปรปรวน ที่ควรมีแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่มีคุณภาพมากขึ้นด้วย รวมทั้งในการช่วยกันงดเผาในพื้นที่การเกษตร ที่ในขณะนี้ในส่วนของไร่อ้อยที่เกิดปัญหาราคาตกต่ำมากเหลือเพียงไม่เกิน 890 บาท ซึ่งไม่เคยต่ำกว่า 1,200-1,300 บาท หากชาวไร่ไปจ้างแรงงานคนมาช่วยตัดก็ยังขาดทุนหนักรายได้ลดลงอีกจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้ก็เกิดปัญหาไฟไหม้ไร่อ้อยในพื้นที่จำนวนมาก
ซึ่งแนวทางการช่วยลดต้นทุนอยากให้รัฐบาลเร่งเข้ามาช่วยลดต้นเหตุจาการเผาในการช่วยลดต้นทุนการเกษตร ที่ควรมีแนวทางเข้าช่วยเสริมจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเรื่องมีเครื่องไม้เครื่องมือเครื่องจักรมาช่วยตัดอ้อย หรือการเกษตรอื่นๆ ทั้งการมาช่วยไถกลบตอซังข้าว การช่วยปรับพื้นที่ที่ควรมีการนำเทคโนโลยีใหม่แทนการเผาเข้ามาช่วย ที่ควรมีแนวทางอุปกรณ์ช่วยเหลือเข้ามาลดต้นทุนมีรถไถ รถช่วยตัดอ้อย ประจำไว้ในทุกตำบล อย่างของจ.ชัยภูมิ มี 124 ตำบล กว่า 1,620 หมู่บ้าน ใน 16 อำเภอ ก็ควรมีแนวทางศูนย์ช่วยเหลือลดต้นทุนเกษตรกรประจำอำเภอ ตำบล หรือเทศบาลตำบล และหมู่บ้าน ที่เป็นแนวทางมาช่วยการแก้ปัญหาลดต้นทุนลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้อาชีพเกษตรกรไทยที่เป็นอาชีพหลักของประชาชนทั่วประเทศเป็นส่วนใหญ่
รวมทั้งการสร้างมูลค่าสินค้าการเกษตรที่มีมูลค่าสูงที่จะเป็นแนวทางในการเพิ่มคุณภาพการเกษตร อย่างชาวไร่อ้อย ที่มีการปลูกจำนวนมากหลายไร่แต่ขายไม่ได้ราคา ก็ควรจะเร่งเสริมมูลค่าคุณภาพการปลูกอ้อย ที่บางรายขายได้ 10ไร่ แต่นำไปผลิตได้ค่าน้ำตาลได้น้อย แต่ถ้าไร่อ้อยที่มีคุณภาพขายไม่กี่ไร่แต่มีราคาที่นำไปผลิตค่าคุณภาพน้ำตาลได้สูงกว่า ก็จะเป็นแนวทางสร้างคุณภาพชีวิตการเกษตรเพิ่มมูลค่าสูงที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคตของเกษตรกรไทยโดยรวมได้ ซึ่งอยากฝากถึงว่าที่รัฐบาลใหม่ไม่ว่าจะเป็นใคร ควรมีนโยบายที่ฟังเสียงจากประชาชนนำไปสู่การแก้ปัญหาที่แท้จริงของประเทศได้อย่างยั่งยืนตามมาในอนาคตได้อีกด้วย
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews