โครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินเปรียบเสมือน “ระบบชีวิต” ที่ต้องปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับภูมิทัศน์ของโลกในแต่ละยุคสมัย ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย การปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของกระทรวงสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมมาจนถึงปัจจุบัน ทว่าเมื่อบริบทโลกเปลี่ยนผ่านสู่ยุค “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” โครงสร้างเดิมที่เคยทรงประสิทธิภาพอาจถึงเวลาต้องทบทวน
วันนี้ INN News ขอพาไปเจาะลึกปฐมบทการก่อตั้งกระทรวง พลวัตแห่งการควบรวม และบทเรียนจากต่างประเทศ ที่อาจเป็นเข็มทิศกำหนดทิศทางโครงสร้างภาครัฐของไทยในอนาคตต่อไป
ย้อนรอยปี 2545 : ปฐมบทแห่งการสถาปนากระทรวงใหม่
ก่อนก้าวเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ ระบบราชการไทยเผชิญปัญหาความอุ้ยอ้ายและซ้ำซ้อน รัฐบาลในขณะนั้นจึงผลักดัน “พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545” โดยยึดหลักการรวมกลุ่มงานที่มีความสัมพันธ์กันไว้ด้วยกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อนและสร้างเอกภาพ นำมาสู่การเกิดใหม่ของ 2 กระทรวงสำคัญ ได้แก่
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่ได้ถือกำเนิดบนฐานคิดที่มองว่า “การท่องเที่ยว” คือเครื่องยนต์หลักในการหาปรายได้เข้าประเทศ ขณะที่ “การกีฬา” คือเครื่องมือพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การรวมสองสิ่งนี้เข้าด้วยกันจึงมุ่งหวังให้เกิดการทำงานที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน
ส่วนกระทรวงวัฒนธรรมนั้น ถูกแยกตัวออกมาจากกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อยกระดับงานด้านมรดกทางวัฒนธรรม ศาสนา และศิลปะ ให้เป็นวาระแห่งชาติ หลุดพ้นจากกรอบงานวิชาการ สู่การอนุรักษ์และการประยุกต์ใช้วัฒนธรรมในวิถีชีวิตร่วมสมัย
พลวัตใหม่สู่ยุคควบรวม “ท่องเที่ยว-วัฒนธรรม” และแยก “กีฬา”
ผ่านมากว่าสองทศวรรษ โลกก้าวเข้าสู่ยุคที่วัฒนธรรมถูกแปรสภาพเป็น “ทรัพยากรทางเศรษฐกิจ” ผ่านแนวคิด ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ขณะที่การกีฬาก็พัฒนากลายเป็นอุตสาหกรรมอาชีพเต็มรูปแบบ ทำให้โครงสร้างแบบเดิมเริ่มเกิดสภาวะ “ผิดฝาผิดตัว” ทำให้ในช่วงปลายปี 2567 ถึงต้นปี 2568 ภาคการเมืองได้ผลักดันข้อเสนอการปฏิรูปโครงสร้างกระทรวงอย่างเป็นรูปธรรม
โดยมีแนวคิดในการควบรวมกระทรวง โดยเสนอให้นำงานด้านการท่องเที่ยว ไปควบรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม โดยมีตัวอย่างชื่อ เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม เพื่อให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติที่การท่องเที่ยวไทยพึ่งพาทุนทางวัฒนธรรมเป็นหลัก การรวมศูนย์จะช่วยแก้ปัญหาความซ้ำซ้อนด้านงบประมาณ และทำให้ห่วงโซ่คุณค่าของการทำซอฟต์พาวเวอร์สมบูรณ์แบบไร้รอยต่อ
และยังมีแนวคิดในการแยกส่วน โดยเสนอให้แยกพอร์ตโฟลิโอด้าน “กีฬา” ออกมาตั้งเป็นกระทรวงอิสระ เพื่อสร้างความคล่องตัวในการบริหาร มุ่งเน้นการพัฒนาวิทยาศาสตร์การกีฬา และยกระดับสู่อุตสาหกรรมกีฬาอาชีพอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องถูกดึงงบประมาณไปผูกติดกับการท่องเที่ยวเชิงกีฬาเพียงอย่างเดียว

ถอดบทเรียนโครงสร้างภาครัฐจากต่างแดน
อย่างไรก็ตาม การออกแบบโครงสร้างกระทรวงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่ละประเทศต่างมีโมเดลที่สอดคล้องกับบริบทของตนเอง โดยจีนนั้นเป็นต้นแบบที่ใกล้เคียงกับข้อเสนอของไทยมากที่สุด ซึ่งจีนได้ก่อตั้งกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว (MCT) ในปี 2561 เพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานอนุรักษ์กับหน่วยงานท่องเที่ยว และแยกสำนักงานการกีฬาแห่งรัฐ (GASC) เป็นเอกเทศเพื่อมุ่งเน้นความเป็นเลิศทางการกีฬา
ส่วนเกาหลีใต้นั้นมีโมเดลที่มากกว่าแยกออกเป็น 2 กระทรวง เพราะเกาหลีใต้นั้นจับทั้ง 3 งานมารวมกันในชื่อกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว (MCST) เพื่อเป็นศูนย์บัญชาการผลักดัน Hallyu (Korean Wave) สะท้อนภาพการอัดฉีดทรัพยากรอย่างเป็นระบบจนประสบความสำเร็จระดับโลก
อย่างไรก็ตาม อีกโมเดลที่น่าสนใจคือสหราชอาณาจักร ที่ใช้กระทรวงวัฒนธรรม สื่อ และกีฬา (DCMS) เป็นร่มใหญ่กำหนดทิศทาง แต่กระจายอำนาจและงบประมาณให้องค์กรกึ่งอิสระ (เช่น Arts Council England, VisitBritain) เป็นผู้ขับเคลื่อน เพื่อลดการแทรกแซงทางการเมืองแทน
ส่วนญี่ปุ่นนั้น แยกงานกันโดยให้งานด้านวัฒนธรรมและกีฬาอยู่ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ (MEXT) ขณะที่การท่องเที่ยวอยู่กับกระทรวงโครงสร้างพื้นฐาน (MLIT) แต่ใช้การบูรณาการนโยบายข้ามสายงาน และดึงเอกชนมาร่วมขับเคลื่อน
มากกว่าการเปลี่ยนชื่อ คือการปลดล็อกอำนาจ
สุดท้ายแล้ว หากประเทศไทยตัดสินใจรื้อโครงสร้างกระทรวงตามข้อเสนอ สิ่งที่พึงระวังคือ “การทำให้วัฒนธรรมเป็นสินค้ามากเกินไป” จนสูญเสียอัตลักษณ์ นอกจากนี้ การปฏิรูปจะประสบความสำเร็จไม่ได้หากเปลี่ยนแค่ป้ายชื่อกระทรวงในส่วนกลาง
หัวใจสำคัญที่แท้จริงคือการกระจายอำนาจ โดยรัฐต้องลดบทบาทการเป็นผู้เล่นลง และทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก ปลดล็อกกฎหมายที่ซับซ้อน และให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการงบประมาณและทรัพยากรในพื้นที่ของตน โครงสร้างเชิงสถาบันที่ก้าวหน้า ควบคู่กับกลไกการกระจายอำนาจที่ได้มาตรฐาน จึงจะเป็นคำตอบที่ช่วยให้การบริหารราชการไทยก้าวข้ามความท้าทายในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างสง่างามนั่นเอง

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews