ควบคุมโรค9 เผยฝีดาษวานร ระบาดเพิ่ม ไม่ถึง5 เดือน 4จังหวัดอีสานล่าง พบป่วยแล้ว6ราย
วันนี้ (26 ตุลาคม 2566) นายแพทย์ทวีชัย วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา กล่าวว่า กรมควบคุมโรค ได้เปิดเผยสถานการณ์ระบาดโรคฝีดาษวานรในประเทศไทย ว่า ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลล่าสุด ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 – 22 ตุลาคม 2566 ประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยแล้ว 535 ราย และเสียชีวิต 1 ราย
เป็นผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่องและติดเชื้อฉวยโอกาสแทรกซ้อน ซึ่งเป็นผู้ป่วยสัญชาติไทย 481 ราย ชาวต่างชาติ 50 ราย และไม่ระบุสัญชาติอีก 4 ราย ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 313 ราย รองลงมาคือ จ.ชลบุรี 57 ราย , จ.นนทบุรี 30 ราย และ จ.ภูเก็ต 26 ราย โดยกลุ่มอายุที่ป่วยสูงสุด คือ 30-39 ปี รองลงมาคือ 20-29 ปี และกลุ่มอายุ 40-49 ปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพศชาย
ขณะที่เขตสุขภาพที่ 9 ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 – 22 ตุลาคม 2566 มีผู้ป่วยโรคฝีดาษวานรแล้ว 6 ราย เมื่อแยกเป็นรายจังหวัด พบว่า จ.นครราชสีมา มีผู้ป่วย 2 ราย , จ.บุรีรัมย์ มีผู้ป่วย 2 ราย , จ.ชัยภูมิ มีผู้ป่วย 1 ราย และ จ.สุรินทร์ มีผู้ป่วย 1 ราย
ซึ่งรายงานผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ ส่วนใหญ่ติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าที่ไม่ทราบประวัติ หรือมีคู่นอนมากกว่า 1 คน โดยระยะแรกของการแพร่เชื้อฝีดาษวานรในประเทศไทย กลุ่มเสี่ยงจะเป็นชายวัยทำงาน แต่ในเดือนสิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา เริ่มพบเยาวชนติดเชื้อฝีดาษวานร เพิ่มมากถึง 16 ราย และเวลานี้สถานการณ์ผู้ป่วยในไทย
เริ่มแพร่ระบาดจากกลุ่มวัยทำงาน วัยรุ่น ไปสู่กลุ่มที่อายุน้อยลง ซึ่งได้แก่ เยาวชนวัยเรียนแล้ว ดังนั้น ต้องขอย้ำเตือนไปยังเยาวชนและกลุ่มชายรักชาย ให้งดเว้นการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย เช่น การสัมผัสใกล้ชิดเนื้อแนบเนื้อหรือกอดจูบกับผู้ที่ไม่รู้จัก และให้เยาวชนได้ตระหนักว่า จะต้องป้องกันตัวมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดโรค
รวมทั้ง ให้ประชาชนได้สังเกตรอยโรค อาการแสดง และผิวหนังตามร่างกายของคู่นอนด้วยว่า มีผื่นแบนหรือนูน ตุ่มน้ำใส ตุ่มหนองและตกสะเก็ดหรือไม่ โดยมักจะพบตามอวัยวะเพศ รอบทวารหนัก แขน ขา หรือฝ่ามือฝ่าเท้า ลำตัว ศีรษะ ซึ่งก่อนจะเกิดอาการ มักมีไข้ร่วมกับอาการอื่น เช่น มีต่อมน้ำเหลืองบวมโต เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดหลัง
หากสงสัยว่าติดเชื้อฝีดาษวานร หรือมีประวัติเสี่ยง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ให้รีบไปพบแพทย์ พร้อมกับแจ้งข้อมูลความเสี่ยงแก่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อประกอบการวินิจฉัยโรค รวมทั้ง ให้แยกตัวออกจากสมาชิกในครอบครัว ที่พัก หรือ สถานที่ทำงาน ไม่รับประทานดื่มน้ำด้วยภาชนะร่วมกับผู้อื่น สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาช่วงที่ป่วย ทำความสะอาดเสื้อผ้าเครื่องนอนเครื่องใช้แยก ใช้สุขาแยก หรือ ทำความสะอาดด้วยการเช็ดด้วยน้ำยาทำลายเชื้อกลุ่มสารซักฟอก เช่น ไฮโปคลอไรต์ น้ำสบู่ เป็นต้น หากสงสัย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews